วิธีดื่มกาแฟเพื่อสุขภาพ

ในรายการ Modern Health ทางวิทยุครอบครัวข่าว ส.ทร. FM 106 คุณปู Sukina หรือ ณเอื้อมพร แสงสุวรรณ FNTP (Functional Nutritional Therapy Practitioner) หรือ ผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารสุขภาพเฉพาะบุคคล จากสถาบัน Nutritional Therapy Association ประเทศออสเตรเลีย และประสบการณ์กว่า 15 ปีในการเป็นบรรณาธิการนิตยสารสุขภาพ และปัจจุบันเป็นโค้ชด้านการกินอาหารบำบัดโรค ผ่านเพจ Sukina เพื่อสุขภาพ

            สำหรับวันนี้ มี “วิธีการดื่มกาแฟให้ดีต่อสุขภาพ” มาแนะนำกัน

            เริ่มจากปริมาณการดื่มกาแฟของคนยุคนี้ ทราบหรือไม่ว่า คนยุโรปดื่มกาแฟถึง 600 แก้ว/คน/ปี ขณะที่ชาวญี่ปุ่นดื่มกาแฟ 400 แก้ว/คน/ปี ส่วนคนไทยอยู่ที่ 300 แก้ว/คน/ปี เรียกว่า นี่คือเครื่องดื่มที่ผู้คนติดมากที่สุดในโลกเลยก็ว่าได้

ดื่มกาแฟ ให้อะไรกับร่างกาย

กาแฟเป็นเครื่องดื่มที่ส่งผลในการกระตุ้นระบบประสาทส่วนกลาง และส่งผลต่อร่างกายในด้านอื่นๆ  

กาแฟ 1 แก้วจึงช่วยให้สมองแจ่มใส ลดอาการมึนงง และส่งเสริมการทำงานของกล้ามเนื้อมัดเล็ก และงานที่เกี่ยวข้องกัน เช่น การพิมพ์ เป็นต้น ทั้งหมดเป็นเพราะ “คาเฟอีน” ในกาแฟ ที่เพิ่มการทำงานของสมอง เพิ่มระดับการเต้นของหัวใจ และความดันโลหิต โดยการเพิ่มอัตราการเร่งของระบบเมตาบอลิก จึงทำให้ร่างกายเผาผลาญมากขึ้น

แต่ขณะเดียวกันก็ลดระดับน้ำตาลในเลือด ทำให้อยากของหวาน ซึ่งก็ทำให้ต่อมหมวกไตทำงาน โดยเพิ่มระดับน้ำตาลในเลือด และช่วยเพิ่มอัตราการหายใจ

นอกจากนี้ กาแฟยังเป็นยาขับปัสสาวะ และยาถ่ายเบาๆ อีกด้วย

การดื่มกาแฟมีส่วนคล้ายการใช้สารเสพติดตรงที่ ต้องเพิ่มปริมาณการดื่มมากขึ้นเรื่อยๆ บางคนเมื่อดื่มช่วงแรกๆ อาจมีอาการวิงเวียน แต่เมื่อดื่มไปนานเข้าอาการเหล่านี้จะหาย

สำหรับการล้างพิษของคาเฟอีนให้ออกจากร่างกาย ก็ทำได้โดยกินอาหารที่มีฤทธิ์เป็นด่าง และการเลิกกาแฟก็สามารถทำได้ แม้จะมีอาการปวดหัว 2-3 วันแรก จากนั้นก็จะค่อยๆ ดีขึ้น เพียงแต่ว่า การกลับมาติดกาแฟอีกได้เช่นกัน

กาแฟ กับผลกระทบต่อสุขภาพ

จากหนังสือ Staying Healthy With Nutrition  กล่าวถึงผลของกาแฟที่มีต่อสุขภาพไว้ดังนี้ค่ะ

ผลของกาแฟต่อสุขภาพ

กลุ่มอารมณ์ และความเครียด

  • วิงเวียน หงุดหงิด นอนไม่หลับ
  • ปวดหัว
  • กระวนกระวาย
  • ก่อภาวะต่อมหมวกไตล้า Adrenal Fatigue เครียด ไฮโปไกลซีเมีย

กลุ่มระบบทางเดินอาหาร

  • เพิ่มอาการปวดแสบปวดร้อนกลางอก สำหรับคนที่มีปัญหาแผลในกระเพาะอาหาร
  • ท้องเสีย
  • สูญเสียแร่ธาตุ เช่น โปแตสเซียม แมกนีเซียม สังกะสี และวิตามินบี วิตามินบี 1 ไทอามีน และวิตามินซี
  • ลดการดูดซึมธาตุเหล็กและแคลเซียม ถ้ากินพร้อมอาหาร

กลุ่มโรคเรื้อรังต่าง ๆ

  • กระดูกพรุน
  • เพิ่มคอรเสเตอรอล และไตรกลีเซอไรด์ในกระแสเลือด
  • เพิ่มระดับความดันโลหิตสูง และเพิ่มความเสี่ยงโรคหัวใจ
  • รบกวนอัตราการเต้นของหัวใจ
  • คาเฟอีนเป็นยาขับปัสสาวะ ก่อนิ่วในไต

กลุ่มสุขภาพแม่และเด็ก

  • รบกวนการเติบโตของเด็ก และทารก
  • เพิ่มขนาดของก้อนเนื้อในเต้านม
  • รบกวนการตั้งครรภ์ เสี่ยงต่อการแท้ง

กลุ่มมะเร็ง

  • เพิ่มโอกาสความป่วยโรคมะเร็ง โดยเฉพาะมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ
  • เพิ่มขนาดต่อมลูกหมาก ในกรณีที่มีปัญหาอยู่แล้ว

ข้อสรุปเกี่ยวกับกาแฟ จาก Digestive Wellness แนะนำดังนี้

  1. กาแฟไม่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ
  2. สร้างความเสียหายต่อสุขภาพ
  3. ทั้งกาแฟ รวมถึงช็อกโกแล็ต ชาดำ และน้ำอัดลม ไม่เหมาะกับคนที่มีปัญหาโรคเครียดเรื้อรัง (adrenal fatigue) มีปัญหาสมองด้านหน้า (prefrontal cortex) ทำงานน้อย ทำให้กลายเป็นคนมองโลกในแง่ร้าย ขี้กังวล นอนไม่หลับ
  4. ทีโอโบรมายน์ (Theobromine) ซึ่งเป็นอนุพันธุ์ของ แซนทีน (Xanthine) ในกาแฟ ชา โกโก้ ช็อคโกแลตจะขัดขวางการทำงานของต่อมหมวกไต
  5. ระหว่างการคั่วหรือบดเมล็ดกาแฟซึ่งมีน้ำมัน จะเกิดความหืน ซึ่งส่งผลต่อ detrimental และผู้คนมักแพ้น้ำมันที่หืนซึ่งผสมอยู่ในโดยไม่รู้ตัว
  6. ขณะที่ ดีแคฟ หรือกาแฟที่ผ่านกระบวนการสกัดเอาคาเฟอีนออกจากเมล็ดกาแฟ ก็ไม่ได้รับคำแนะนำให้ดื่มในผู้ที่มีปัญหาโรคเครียดเรื้อรังเช่นกัน
  7. สำหรับผู้ที่ติดกาแฟ รู้สึกขาดไม่ได้ นายแพทย์เจมส์ แอล.วิลสัน แพทย์ด้านธรรมชาติบำบัด ผู้เขียนหนังสือเรื่อง Adrenal Fatigue แนะนำให้คิดว่า กาแฟเป็นสารอาหารจำพวกโปรแอนซิแดนท์ ทำให้แก่เร็วขึ้น
  8. นอกจากนี้ นายแพทย์เจมส์ ยังชี้ว่า เมื่อกาแฟเป็นอาหารต้องห้ามสำหรับคนที่ปัญหาเครียดเรื้อรัง นั่นเป็นเพราะกาแฟไปกระตุ้นคอร์ติซอลในสูงขึ้น 200% และทำร้ายระบบเมตาบอลิกของร่างกาย ซึ่งก็เป็นเหตุผลมากพอที่ทำให้ต้องเลิกกาแฟ

เทคนิคการเลิกกาแฟที่นายแพทย์เจมส์ แนะนำ

  • เตือนใจตัวเองว่า กาแฟไม่ดีต่อสุขภาพ ทำให้เหนื่อยมากขึ้น หลังจากที่ร่างกายก็เหนื่อยอยู่แล้ว
  • ถ้าต้องดื่มกาแฟ ก็กินพร้อมอาหารอื่นที่ดีต่อสุขภาพ
  • ถ้าต้องดื่มกาแฟจริงๆ ควรมองหากาแฟคุณภาพดีที่สุด
  • การดื่มกาแฟกับนม ช่วยให้ให้ฤทธิ์ของกาแฟลดความอันตรายลงได้บ้าง
  • ไม่ควรดื่มกาแฟตอนบ่าย เนื่องจากคาเฟอีนจะไปขัดขวางการทำงานของคลื่นอัลฟ่าในสมอง ซึ่งส่งผลต่อวงจรการนอนได้ในที่สุด
  • เมื่อต้องดื่มกาแฟเป็นประจำ คาเฟอีนในกาแฟจะออกฤทธิ์ขับปัสสาวะ ทำให้สูญเสียแร่ธาตสำคัญไปกับปัสสาวะ ควรกินแร่ธาตุแมกนีเซียม แคลเซียม วิตามินบีคอมเพล็กซ์เพิ่มขึ้น พร้อมทั้งวิตามินซี และแอนไทอ็อกซิแด้นท์ เพื่อให้ร่างกายยังคงทำงานได้ตามกระบวนการปกติ
  • นอกจากนี้ การกินแร่ธาตุดังกล่าวยังช่วยให้ร่างกายสามารถขับพิษของกาแฟได้เร็วขึ้น
  • ถ้าจำเป็นต้องดื่มกาแฟ ให้ดื่มแค่ครึ่งแล้ว แทนเต็มแก้ว เพื่อลดอันตรายของคาเฟอีน
  • ดื่มชาคาโมมายด์ก่อนนอน เพื่อช่วยลดอันตรายจากฤทธิ์ของคาเฟอีนที่เราดื่มระหว่างวัน
  • จำไว้ว่า การดื่มกาแฟหนึ่งแก้วจะทำให้คุณรู้สึกดี แต่หากเพิ่มปริมาณ มักจะตามด้วยผลร้ายต่อสุขภาพ

ปริมาณคาเฟอีนในเครื่องดื่มชนิดต่างๆ (ต่อแก้วปริมาตร 6 ออนซ์)

  1. กาแฟดริป มีคาเฟอีน 120 mg
  2. Percolated มีคาเฟอีน 80-110 mg
  3. กาแฟสำเร็จรูป มีคาเฟอีน 60 – 70 mg
  4. ดีแคฟ มีคาเฟอีน 3 – 10 mg
  5. เอสเปรสโซ่ 1 ช็อต มีคาเฟอีน 75 mg
  6. ลาเต้ มีคาเฟอีน 70 mg
  7. คาปูชิโน่ มีคาเฟอีน 70 mg
  8. มอคค่า  มีคาเฟอีน 80 mg
  9. ชาดำ มีคาเฟอีน 50 – 60 mg
  10. เอิร์ลเกย์ มีคาเฟอีน 50 mg
  11. อิงลิช เบรกฟาสต์ มีคาเฟอีน 50 mg
  12. ชาเขียว  มีคาเฟอีน 30 – 40 mg
  13. ชามะลิ  มีคาเฟอีน 20 mg
  14. เครื่องดื่มโกโก้ มีคาเฟอีน 10 – 30 mg
  15. นมรสช็อคโกแลตมีคาเฟอีน 15 mg
  16. คาเคาแห้ง มีคาเฟอีน 40 – 50 mg

พบกันในตอนหน้า คุณเอื้อมพร แสงสุวรรณNutritional Therapy Practitioner (NTP) นักบำบัดโรคด้วยอาหาร จาก เพจ Sukina เพื่อสุขภาพจะนำเรื่องราวดีๆ เพื่อสุขภาพอะไรมาฝาก โปรดติดตาม

Scroll to Top