วิธีดื่มกาแฟเพื่อสุขภาพ

ในรายการ Modern Health ทางวิทยุครอบครัวข่าว ส.ทร. FM 106 คุณปู Sukina หรือ ณเอื้อมพร แสงสุวรรณ FNTP (Functional Nutritional Therapy Practitioner) หรือ ผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารสุขภาพเฉพาะบุคคล จากสถาบัน Nutritional Therapy Association ประเทศออสเตรเลีย และประสบการณ์กว่า 15 ปีในการเป็นบรรณาธิการนิตยสารสุขภาพ และปัจจุบันเป็นโค้ชด้านการกินอาหารบำบัดโรค ผ่านเพจ Sukina เพื่อสุขภาพ

            สำหรับวันนี้ มี “วิธีการดื่มกาแฟให้ดีต่อสุขภาพ” มาแนะนำกัน

            เริ่มจากปริมาณการดื่มกาแฟของคนยุคนี้ ทราบหรือไม่ว่า คนยุโรปดื่มกาแฟถึง 600 แก้ว/คน/ปี ขณะที่ชาวญี่ปุ่นดื่มกาแฟ 400 แก้ว/คน/ปี ส่วนคนไทยอยู่ที่ 300 แก้ว/คน/ปี เรียกว่า นี่คือเครื่องดื่มที่ผู้คนติดมากที่สุดในโลกเลยก็ว่าได้

ดื่มกาแฟ ให้อะไรกับร่างกาย

กาแฟเป็นเครื่องดื่มที่ส่งผลในการกระตุ้นระบบประสาทส่วนกลาง และส่งผลต่อร่างกายในด้านอื่นๆ  

กาแฟ 1 แก้วจึงช่วยให้สมองแจ่มใส ลดอาการมึนงง และส่งเสริมการทำงานของกล้ามเนื้อมัดเล็ก และงานที่เกี่ยวข้องกัน เช่น การพิมพ์ เป็นต้น ทั้งหมดเป็นเพราะ “คาเฟอีน” ในกาแฟ ที่เพิ่มการทำงานของสมอง เพิ่มระดับการเต้นของหัวใจ และความดันโลหิต โดยการเพิ่มอัตราการเร่งของระบบเมตาบอลิก จึงทำให้ร่างกายเผาผลาญมากขึ้น

แต่ขณะเดียวกันก็ลดระดับน้ำตาลในเลือด ทำให้อยากของหวาน ซึ่งก็ทำให้ต่อมหมวกไตทำงาน โดยเพิ่มระดับน้ำตาลในเลือด และช่วยเพิ่มอัตราการหายใจ

นอกจากนี้ กาแฟยังเป็นยาขับปัสสาวะ และยาถ่ายเบาๆ อีกด้วย

การดื่มกาแฟมีส่วนคล้ายการใช้สารเสพติดตรงที่ ต้องเพิ่มปริมาณการดื่มมากขึ้นเรื่อยๆ บางคนเมื่อดื่มช่วงแรกๆ อาจมีอาการวิงเวียน แต่เมื่อดื่มไปนานเข้าอาการเหล่านี้จะหาย

สำหรับการล้างพิษของคาเฟอีนให้ออกจากร่างกาย ก็ทำได้โดยกินอาหารที่มีฤทธิ์เป็นด่าง และการเลิกกาแฟก็สามารถทำได้ แม้จะมีอาการปวดหัว 2-3 วันแรก จากนั้นก็จะค่อยๆ ดีขึ้น เพียงแต่ว่า การกลับมาติดกาแฟอีกได้เช่นกัน

กาแฟ กับผลกระทบต่อสุขภาพ

จากหนังสือ Staying Healthy With Nutrition  กล่าวถึงผลของกาแฟที่มีต่อสุขภาพไว้ดังนี้ค่ะ

ผลของกาแฟต่อสุขภาพ

กลุ่มอารมณ์ และความเครียด

  • วิงเวียน หงุดหงิด นอนไม่หลับ
  • ปวดหัว
  • กระวนกระวาย
  • ก่อภาวะต่อมหมวกไตล้า Adrenal Fatigue เครียด ไฮโปไกลซีเมีย

กลุ่มระบบทางเดินอาหาร

  • เพิ่มอาการปวดแสบปวดร้อนกลางอก สำหรับคนที่มีปัญหาแผลในกระเพาะอาหาร
  • ท้องเสีย
  • สูญเสียแร่ธาตุ เช่น โปแตสเซียม แมกนีเซียม สังกะสี และวิตามินบี วิตามินบี 1 ไทอามีน และวิตามินซี
  • ลดการดูดซึมธาตุเหล็กและแคลเซียม ถ้ากินพร้อมอาหาร

กลุ่มโรคเรื้อรังต่าง ๆ

  • กระดูกพรุน
  • เพิ่มคอรเสเตอรอล และไตรกลีเซอไรด์ในกระแสเลือด
  • เพิ่มระดับความดันโลหิตสูง และเพิ่มความเสี่ยงโรคหัวใจ
  • รบกวนอัตราการเต้นของหัวใจ
  • คาเฟอีนเป็นยาขับปัสสาวะ ก่อนิ่วในไต

กลุ่มสุขภาพแม่และเด็ก

  • รบกวนการเติบโตของเด็ก และทารก
  • เพิ่มขนาดของก้อนเนื้อในเต้านม
  • รบกวนการตั้งครรภ์ เสี่ยงต่อการแท้ง

กลุ่มมะเร็ง

  • เพิ่มโอกาสความป่วยโรคมะเร็ง โดยเฉพาะมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ
  • เพิ่มขนาดต่อมลูกหมาก ในกรณีที่มีปัญหาอยู่แล้ว

ข้อสรุปเกี่ยวกับกาแฟ จาก Digestive Wellness แนะนำดังนี้

  1. กาแฟไม่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ
  2. สร้างความเสียหายต่อสุขภาพ
  3. ทั้งกาแฟ รวมถึงช็อกโกแล็ต ชาดำ และน้ำอัดลม ไม่เหมาะกับคนที่มีปัญหาโรคเครียดเรื้อรัง (adrenal fatigue) มีปัญหาสมองด้านหน้า (prefrontal cortex) ทำงานน้อย ทำให้กลายเป็นคนมองโลกในแง่ร้าย ขี้กังวล นอนไม่หลับ
  4. ทีโอโบรมายน์ (Theobromine) ซึ่งเป็นอนุพันธุ์ของ แซนทีน (Xanthine) ในกาแฟ ชา โกโก้ ช็อคโกแลตจะขัดขวางการทำงานของต่อมหมวกไต
  5. ระหว่างการคั่วหรือบดเมล็ดกาแฟซึ่งมีน้ำมัน จะเกิดความหืน ซึ่งส่งผลต่อ detrimental และผู้คนมักแพ้น้ำมันที่หืนซึ่งผสมอยู่ในโดยไม่รู้ตัว
  6. ขณะที่ ดีแคฟ หรือกาแฟที่ผ่านกระบวนการสกัดเอาคาเฟอีนออกจากเมล็ดกาแฟ ก็ไม่ได้รับคำแนะนำให้ดื่มในผู้ที่มีปัญหาโรคเครียดเรื้อรังเช่นกัน
  7. สำหรับผู้ที่ติดกาแฟ รู้สึกขาดไม่ได้ นายแพทย์เจมส์ แอล.วิลสัน แพทย์ด้านธรรมชาติบำบัด ผู้เขียนหนังสือเรื่อง Adrenal Fatigue แนะนำให้คิดว่า กาแฟเป็นสารอาหารจำพวกโปรแอนซิแดนท์ ทำให้แก่เร็วขึ้น
  8. นอกจากนี้ นายแพทย์เจมส์ ยังชี้ว่า เมื่อกาแฟเป็นอาหารต้องห้ามสำหรับคนที่ปัญหาเครียดเรื้อรัง นั่นเป็นเพราะกาแฟไปกระตุ้นคอร์ติซอลในสูงขึ้น 200% และทำร้ายระบบเมตาบอลิกของร่างกาย ซึ่งก็เป็นเหตุผลมากพอที่ทำให้ต้องเลิกกาแฟ

เทคนิคการเลิกกาแฟที่นายแพทย์เจมส์ แนะนำ

  • เตือนใจตัวเองว่า กาแฟไม่ดีต่อสุขภาพ ทำให้เหนื่อยมากขึ้น หลังจากที่ร่างกายก็เหนื่อยอยู่แล้ว
  • ถ้าต้องดื่มกาแฟ ก็กินพร้อมอาหารอื่นที่ดีต่อสุขภาพ
  • ถ้าต้องดื่มกาแฟจริงๆ ควรมองหากาแฟคุณภาพดีที่สุด
  • การดื่มกาแฟกับนม ช่วยให้ให้ฤทธิ์ของกาแฟลดความอันตรายลงได้บ้าง
  • ไม่ควรดื่มกาแฟตอนบ่าย เนื่องจากคาเฟอีนจะไปขัดขวางการทำงานของคลื่นอัลฟ่าในสมอง ซึ่งส่งผลต่อวงจรการนอนได้ในที่สุด
  • เมื่อต้องดื่มกาแฟเป็นประจำ คาเฟอีนในกาแฟจะออกฤทธิ์ขับปัสสาวะ ทำให้สูญเสียแร่ธาตสำคัญไปกับปัสสาวะ ควรกินแร่ธาตุแมกนีเซียม แคลเซียม วิตามินบีคอมเพล็กซ์เพิ่มขึ้น พร้อมทั้งวิตามินซี และแอนไทอ็อกซิแด้นท์ เพื่อให้ร่างกายยังคงทำงานได้ตามกระบวนการปกติ
  • นอกจากนี้ การกินแร่ธาตุดังกล่าวยังช่วยให้ร่างกายสามารถขับพิษของกาแฟได้เร็วขึ้น
  • ถ้าจำเป็นต้องดื่มกาแฟ ให้ดื่มแค่ครึ่งแล้ว แทนเต็มแก้ว เพื่อลดอันตรายของคาเฟอีน
  • ดื่มชาคาโมมายด์ก่อนนอน เพื่อช่วยลดอันตรายจากฤทธิ์ของคาเฟอีนที่เราดื่มระหว่างวัน
  • จำไว้ว่า การดื่มกาแฟหนึ่งแก้วจะทำให้คุณรู้สึกดี แต่หากเพิ่มปริมาณ มักจะตามด้วยผลร้ายต่อสุขภาพ

ปริมาณคาเฟอีนในเครื่องดื่มชนิดต่างๆ (ต่อแก้วปริมาตร 6 ออนซ์)

  1. กาแฟดริป มีคาเฟอีน 120 mg
  2. Percolated มีคาเฟอีน 80-110 mg
  3. กาแฟสำเร็จรูป มีคาเฟอีน 60 – 70 mg
  4. ดีแคฟ มีคาเฟอีน 3 – 10 mg
  5. เอสเปรสโซ่ 1 ช็อต มีคาเฟอีน 75 mg
  6. ลาเต้ มีคาเฟอีน 70 mg
  7. คาปูชิโน่ มีคาเฟอีน 70 mg
  8. มอคค่า  มีคาเฟอีน 80 mg
  9. ชาดำ มีคาเฟอีน 50 – 60 mg
  10. เอิร์ลเกย์ มีคาเฟอีน 50 mg
  11. อิงลิช เบรกฟาสต์ มีคาเฟอีน 50 mg
  12. ชาเขียว  มีคาเฟอีน 30 – 40 mg
  13. ชามะลิ  มีคาเฟอีน 20 mg
  14. เครื่องดื่มโกโก้ มีคาเฟอีน 10 – 30 mg
  15. นมรสช็อคโกแลตมีคาเฟอีน 15 mg
  16. คาเคาแห้ง มีคาเฟอีน 40 – 50 mg

พบกันในตอนหน้า คุณเอื้อมพร แสงสุวรรณNutritional Therapy Practitioner (NTP) นักบำบัดโรคด้วยอาหาร จาก เพจ Sukina เพื่อสุขภาพจะนำเรื่องราวดีๆ เพื่อสุขภาพอะไรมาฝาก โปรดติดตาม

เริ่มต้นสัปดาห์อย่างไรให้จิตไม่ตก พลังงานล้นเหลือ

ในรายการ Modern Health ทางวิทยุครอบครัวข่าว ส.ทร. FM 106 คุณปู Sukina หรือ คุณเอื้อมพร แสงสุวรรณ FNTP (Functional Nutritional Therapy Practitioner) หรือ ผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารสุขภาพเฉพาะบุคคล จากสถาบัน Nutritional Therapy Association ประเทศออสเตรเลียนักบำบัดโรคด้วยอาหาร และประสบการณ์กว่า 15 ปีในการเป็นบรรณาธิการนิตยสารสุขภาพ และปัจจุบันเป็นโค้ชด้านการกินอาหารบำบัดโรค ผ่านเพจ Sukina เพื่อสุขภาพ โดยเป็นลักษณะของ Optimal Health คือ การจะมีสุขภาพดี ต้องดูแลทั้งร่างกาย จิตใจ สังคม และสิ่งแวดล้อม

สำหรับการดูแล “ร่างกาย” ก็เริ่มจากการดูแลเรื่อง อาหาร การออกกำลังกาย การนอนหลับ ไลฟสไตล์ และสารเคมีในอาหาร

ส่วนด้าน “จิตใจ” ก็เป็นเรื่องของวิธีคิด ขณะที่ด้าน “สังคม” เป็นเรื่องความสัมพันธ์ของตัวเรากับครอบครัว ชุมชน รวมไปถึงเพื่อนร่วมงาน และด้าน “สิ่งแวดล้อม” ก็เป็นเรื่องของพิษรายรอบตัว ทั้งจากการปนเปื้อนในเครื่องใช้ต่าง ๆ มลพิษในอากาศ มลพิษในน้ำ ในดิน ที่มีผลต่อตัวเราโดยตรง หรือมีผลกับอาหารที่เราเลือกกินเข้าไป

ขอย้อนกลับมาที่เรื่องอาหาร คงจำกันได้ดี เรื่องทฤษฎีอาหาร 5 หมู่” ที่คนรุ่นปู่ย่า จนถึงพ่อแม่เรามักอ้างถึง ซึ่งจะเห็นได้ว่า ในสมัยนั้นไม่มีใครเจ็บป่วยด้วยโรคหัวใจ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคภูมิแพ้ และโรคมะเร็งมากเท่าปัจจุบัน

ในวันนี้จึงอยากแนะนำอาหาร 5 หมู่ ตามแนวการแพทย์แบบ functional medicineซึ่งเป็นเรื่องที่คนรักสุขภาพมองข้ามไม่ได้

จริงอยู่ว่า เรากินอาหาร 5 หมู่กันมานาน ตามหลักโภชนาการที่คุ้นเคยและถูกสอนกันมา ต่างกันตรงที่ก่อนนี้เราไม่เข้าใจการทำงานของอาหารต่อร่างกาย เราจึงไม่เข้าใจสมดุลที่แท้จริงของคำว่า อาหาร 5 หมู่ และไม่เข้าใจว่า เราควรเลือกกินอาหารเหล่านี้จากแหล่งไหน กินอย่างไร ยิ่งในยุคนี้ที่ข้อมูลเรื่องอาหารเพื่อสุขภาพสืบค้นได้ง่าย มีการแนะนำว่า ต้องกินโน่น กินนี่ กินสิ่งนี้แล้วดีต่อสุขภาพ หลายคนเลยเลือกกินบางสิ่งมากเกิน ในขณะที่ลืมกินบางสิ่ง จนท้ายที่สุดเราอาจขาดสารอาหารที่จำเป็นจริงๆ ต่อร่างกายในที่สุด

มีการเก็บสถิติระดับโลกเอาไว้ พบว่าผู้ป่วยด้วยโรคหัวใจ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคภูมิแพ้ และโรคมะเร็ง พบว่าผู้ที่ป่วยด้วยโรคเหล่านี้มีจำนวนเพิ่มขึ้นมากในช่วงปี 70 – 80

ในขณะที่ปัญหาด้านจิตใจก็ค่อยๆ เห็นภาพชัดขึ้นในกลุ่มคนทำงานปัจจุบัน …แล้วเราจะปรับความเข้าใจกันใหม่อย่างไร วันนี้คุณปูมีคำตอบ

เริ่มต้นสัปดาห์อย่างไรให้จิตไม่ตก พลังงานล้นเหลือ

สำหรับวันแรกของสัปดาห์การทำงาน และเป็นวันแรกของเดือนหลังจากเราล็อกดาวน์จากสถานการณ์ระบาดของ COVID-19 กันมาระยะหนึ่ง เวิร์คฟอร์มโฮมกันมานาน การจะเริ่มต้นสัปดาห์อย่างเต็มเปี่ยมไปด้วยความพร้อม พลังกาย – พลังใจล้นเหลือ ต้องทำอย่างไร มาฟังกันดีกว่า

  • การกินเพิ่มพลังกายด้วย “อาหารมื้อเช้า”

อาหารมื้อเช้า ควรเน้นโปรตีน ทั้งจากเนื้อสัตว์ พืช สำหรับคนที่ต้องการกินเฉพาะโปรตีนจากพืช อาจต้องกินมากขึ้น เนื่องจากปริมาณของโปรตีนในพืชมีน้อยกว่าเนื้อสัตว์ สำหรับเมนูแนะนำ อาจเป็นข้าวแกง หรือเกาเหลาเลือดหมูแบบนี้ก็ได้ สำหรับคนที่ชอบกินข้าวแกง อาจหุงข้าวกล้องจากบ้านมากินกับข้าวแกงที่ร้าน หรือทำกินเอง อาจเป็นแกงง่ายๆ ที่คนไทยคุ้นเคยกันอยู่แล้ว เช่น แกงเขียวหวานไก่ แกงคั่ว แกงพะแนง กับผัดผัก หรือเมนูที่มีผักเคียงต่างๆ ถ้ากินโจ๊ก ควรเป็นกินโจ๊กข้าวกล้อง แต่ต้องเพิ่มเนื้อสัตว์ เพิ่มไข่

เคล็ดลับ 1 คือ แค่ขอให้มีปริมาณโปรตีนมากกว่าคาร์โบไฮเดรต และถ้ามีผักหลากหลายด้วยจะดีมาก

เหตุผลที่ต้องเป็นอาหารประเภทโปรตีน มีงานศึกษาที่ตีพิมพ์ในแหล่งสืบค้นอ้างอิงด้านวิทยาศาสตร์และการแพทย์ หรือ pubmed หลายชิ้นที่ยืนยันว่า การกินอาหารเช้าที่มีโปรตีนสูง จะช่วยลดควาอยากอาหารระหว่างวัน และช่วยเผาผลาญไขมันสะสมได้ดี

โดยการศึกษาวิจัยชิ้นหนึ่งที่ตีพิมพ์ใน American Society of Nutrition ซึ่งศึกษาในเด็ก 8 – 12 ปีพบว่า อาหารเช้าโปรตีนสูง ช่วยทำให้เกิดพลังงานสเถียร ลดการกินอาหารมื้อกลางวัน ขณะที่เมื่อเทียบกับการกินอาหารมื้อเช้าที่ให้คาร์โบไฮเดรตสูง ช่วยลดน้ำหนักได้ เช่นเดียวกับงานวิจัยอีกชิ้นหนึ่งที่ตีพิมพ์ใน international journal of obesity ที่ศึกษาในผู้ใหญ่ เปรียบเทียบคนที่กินอาหารเช้าโปรตีนสูง และไม่กินอาหารเช้า ก็พบว่าผู้ที่กินอาหารเช้าโปรตีนสูง สามารถลดน้ำหนักได้ดีกว่า

นอกจากนี้ โปรตีนจากพืช ทั้งจากถั่วต่างๆ และเนื้อสัตว์ ก็เต็มไปด้วยกลุ่มวิตามินบีต่างๆ เช่น เนื้อหมูก็เต็มไปด้วยวิตามินบี 1 บี 6 และบี 12 ที่ล้วนสำคัญต่อการทำงานของสมอง ช่วยสร้างสารสื่อประสาท ที่ทำให้อารมณ์เป็นปกติ ไม่ว่าจะเป็น สารเซโรโทนินที่ทำให้เรารู้สึกมีความสุข สารกาบ้าที่ทำให้เรารู้สึกสงบ ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่ร่างกายสร้างจากกรดอะมิโนที่มาจากโปรตีนทั้งสิ้น

ยิ่งไปกว่านั้น อาหารเช้าที่มีสารอาหารอื่นที่ไม่ใช่โปรตีน เช่น กินขนมปังปิ้งได้แป้งขาว ยิ่งทานมข้นหวานก็จะได้น้ำตาลและทรานส์แฟต แถมหลายคนล้างปากด้วยชาเย็น หรือกาแฟเย็น ซึ่งก็คือน้ำตาลอีก สิ่งเหล่านี้หลักกินไป 2 ชั่วโมง เราก็จะหิวอีก เพราะแป้งขาวและน้ำตาล ให้แต่พลังงาน แต่ไม่ให้สารอาหาร

เมื่อพลังงานตก เราก็จะหิว และร่างกายก็จะเครียด และกระบวนการจัดการความเครียดของร่างกายที่เกิดจากน้ำตาลตก ก็เป็นต้นเหตุของปัญหาสุขภาพมากมาย

เคล็ดลับ 2 คือ การกินอาหารเช้าที่เต็มไปด้วยโปรตีนแบบนี้ ต้องไม่เดินกิน ควรนั่งกินอย่างผ่อนคลาย ถ้าอยู่บ้านสามารถนั่งพื้นได้ก็จะดีที่สุด และควรเคี้ยวช้า เพื่อให้ระบบย่อยทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยให้ร่างกายสามารถนำโปรตีนไปใช้ได้อย่างดี 

  • เริ่มต้นวันทำงานแบบจิตไม่ตก ต้องเริ่มด้วย “พลังใจ”

สำหรับเรื่องนี้ ผู้บริหารหลายคนย่อมมีประสบการณ์ตรงของการต้องแบกความรับผิดชอบ ความคาดหวัง แบกอารมณ์ความรู้สึกของเจ้านาย เพื่อนร่วมงาน ลูกน้องเอาไว้ นั่นหมายความว่า จิตเราหนักอึ้ง และพร้อมจะตกตลอดเวลา

เพราะฉะนั้น เราควรทำจิตให้เบาด้วยการไม่ยึดติดกับสิ่งใด แม้ต้องแบกความรับผิดชอบ ต้องทำงานอย่างเต็มความสามารถ และทำด้วยความรอบคอบ แต่ต้องเรียนรู้ที่จะ “ปล่อยวางจากความคาดหวัง” ทั้งจากผลสำเร็จของงาน และความพอใจของคนรอบข้างตั้งแต่เจ้านายไปจนถึงลูกน้อง เพียงทำให้เต็มที่ก็พอ จากนั้นก็ไม่ต้องกังวลอะไรอีก

สิ่งสำคัญในการจัดการความเครียด คือ “อย่ากลัว” ทั้งการกลัวทำงานหนัก กลัวปัญหา กลัวความยุ่งยากจากงานที่ทำ ต้องมองทุกอย่างให้เป็นเรื่องปกติ ดังคำกล่าวของ คาลิล ยิบราน นักปรัชญาระดับโลก ที่กล่าวเอาไว้อย่างน่าสนใจ

“…เธอทำงานก็เพื่อจะก้าวไปพร้อมกับพื้นพิภพ และวิญญาณแห่งพื้นพิภพ เพราะการที่จะเกียจคร้านอยู่นั้น ก็คือการทำตนเป็นผู้แปลกหน้าต่อฤดูกาลทั้งหลาย แลคือการก้าวออกไปจากขบวนแถวของชีวิต ซึ่งกำลังดำเนินอย่างสง่าผ่าเผยและภาคภูมิไปสู่อนันตภาวะ”

สิ่งสำคัญคือ จิตและกายสัมพันธ์กัน ในทางวิทยาศาสตร์สมัยใหม่เพิ่งพบว่า vegus nerve ซึ่งเป็นเส้นประสาทที่เชื่อมระหว่าง ระบบทางเดินอาหารกับสมอง และสารสื่อประสาทในสมอง ที่ทำให้เรารู้สึกมีความสุข มีความทุกข์ก็สร้างในระบบทางเดินอาหาร

ดังนั้น เราจึงต้องดูแลจัดการทั้งจิตใจ และอาหารการกินไปพร้อมกัน เพื่อให้เราเป็นคนมีพลัง พร้อมไปก้าวข้างหน้า ไม่ว่าวันนั้นจะเป็นสัปดาห์ใหม่ เดือนใหม่ ปีใหม่ หรือในสถานการณ์ใหม่ เป็นวิกฤตหรือเป็นโอกาส เราก็จะพร้อมเสมอ

พบกันในตอนหน้า คุณเอื้อมพร แสงสุวรรณ FNTP (Functional Nutritional Therapy Practitioner) หรือ ผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารสุขภาพเฉพาะบุคคล จากสถาบัน Nutritional Therapy Association ประเทศออสเตรเลีย นักบำบัดโรคด้วยอาหาร จาก เพจ Sukina เพื่อสุขภาพจะนำเรื่องราวดีๆ เพื่อสุขภาพอะไรมาฝาก โปรดติดตาม

ตับ และมะเร็งตับ

ในรายการ Modern Health ทางวิทยุครอบครัวข่าว ส.ทร. FM 106 คุณปู Sukina หรือ คุณเอื้อมพร แสงสุวรรณ FNTP (Functional Nutritional Therapy Practitioner) หรือ ผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารสุขภาพเฉพาะบุคคล จากสถาบัน Nutritional Therapy Association ประเทศออสเตรเลีย และประสบการณ์กว่า 15 ปีในการเป็นบรรณาธิการนิตยสารสุขภาพ และปัจจุบันเป็นโค้ชด้านการกินอาหารบำบัดโรค ผ่านเพจ Sukina เพื่อสุขภาพ

            สำหรับวันนี้ มาทำความรู้จัก ตับ ซึ่งเป็นอวัยวะที่สำคัญในร่างกาย และโรคร้ายอย่าง มะเร็งตับ ให้ละเอียดขึ้น

            หลายคนรู้จัก แชดวิก โบสแมน ดารานำในภาพยนตร์เรื่อง Black Panther ซึ่งเป็นซุปเปอร์ฮีโร่ผิวดำของเด็กและวัยรุ่น ปี 2018 ศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยโฮวาร์ด เป็นคนดี น่ารัก มีน้ำใจ ถ่อมเนื้อถ่อมตัว ขวัญใจเพื่อนๆ ในฮอลลิวู้ด แถมยังเป็นดาราผิวสีแถวหน้าที่ออกมาขับเคลื่อนการแสดงออก black lives matter ในสหรัฐอเมริกา เมื่อช่วง 2 – 3 เดือนที่ผ่านมา ทั้งยังเป็นหนึ่งใน 300 ดาราผิวสีที่ยื่นจดหมายเปิดผนึกต่อฮอลลิวู้ดให้เลิกสนับสนุนถือข้างตำรวจ แล้วหันมาสนับสนุนสังคมคนผิวดำ โดยให้เห็นผลว่า ฮอลลิวู้ดเป็นสื่อที่มีบทบาทต่อสังคม และวัฒนธรรมของคนอเมริกันอย่างยิ่ง

            จนวันพฤหัสที่ผ่านมา และเมื่อวันพฤหัสที่ผ่านมา โบสแมนเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งลำไส้ จึงเกิดเป็นกระแสความอาลัยอาวรณ์ต่อการจากไปของเขาจากคนดังและแฟนหนังทั่วโลก

            มาทำความรู้จักโรคนี้ในเชิงลึกมากขึ้นพร้อมกัน

มะเร็งคืออะไร

สมาคมโรคมะเร็งอเมริกัน (American Cancer Society) อธิบายว่า โรคมะเร็งจำนวนมาก เป็นโรคที่เกิดจากความไม่สมดุลต่างๆ มารวมกัน โดยโรคมะเร็งทุกชนิดมีลักษณะเที่เหมือนกันคือ เซลล์และเนื้อเยื่อเกิดภาวะเน่า และสร้างพลังงานขึ้นมาจากความเน่านั้น (โดยแตกต่างจากพลังงานที่ร่างกายสร้างในภาวะปกติ)

ดังนั้น “ภาวะมะเร็ง”คือ ภาวะที่ผิดปกติ ควบคุมไม่ได้ และแพร่กระจายได้จากเซลล์หนึ่งไปยังอีกเซลล์หนึ่ง ส่วน “ก้อนเนื้อ” คือ กลุ่มของเซลล์ที่ผิดปกตินั้น กลายพันธุ์ สร้างภาวะปั่นป่วนไปสู่เนื้อเยื่อโดยรอบ และเติบโต ขยายขนาดได้ มะเร็งจึงเหมือนวัยรุ่นที่ดื่มเครื่องดื่มชูกำลัง ออกฤทธิ์ร้ายกาจไปทั่วแบบควบคุมได้ยาก และขณะที่เซลล์มะเร็งเติบโต มันก็ส่งผลต่อตับและลำไส้ด้วย

โดยความจริงแล้วร่างกายเราผลิตเซลล์มะเร็งทุกวัน แต่มีเพียง 1 ในพันคนเท่านั้น ที่จะพบได้ว่าในร่างกายไม่มีเซลล์มะเร็งเลย (cancer free) และเมื่อเกิดโรคมะเร็งแล้ว อาจใช้เวลาเป็นเดือน หรือบางชนิดใช้เวลาเป็นปีกว่าก้อนมะเร็งจะโตจนพทย์จะสามารถตรวจพบ

ทั้งนี้กว่าเซลล์เหล่านั้นจะพัฒนาจนเรากลายเป็นโรคมะเร็งได้ ต้องประกอบด้วย 10 ปัจจัย

10 ภาวะก่อนเกิดเป็นโรคมะเร็ง

1. เซลล์มะเร็งเหล่านั้นแบ่งตัวเร็วจนควบคุมไม่ได้ โดยสร้างโปรตีนขึ้นมาจนกลายเป็นการเติบโตแบบระเบิด

2. เซลล์มะเร็งไปทำลายการเชื่อมต่อและสื่อสารในการจัดการเซลล์แปลกปลอมในร่างกาย

3. เซลล์ปกติจะทำลายตัวเองเมื่อพบการกลายพันธุ์ที่ไม่สามารถแก้ไขได้ แต่เซลล์มะเร็งเติบโตได้ต่อ

4. เซลล์ปกติจะเริ่มเสื่อม – ตายลง(ตามอายุเซลล์) ขณะที่เซลล์มะเร็งคงกระพันมาก

5. เซลล์มะเร็งสามารถเชื่อมต่อกับเส้นเลือดในการนำพาสารอาหารมาเลี้ยงให้ก้อนมะเร็งเติบโตได้

6. เซลล์มะเร็งสามารถเติบโตได้ในช่องว่างภายในร่างกายที่มีอ็อกซิเจน และมีสารอาหารมาหล่อเลี้ยง

7. เซลล์มะเร็งเปลี่ยนวิธีการสร้างพลังงานได้ และสามารถเพิ่มความเร็วในการเผาผลาญ เพื่อให้พวกมันเติบโตอย่างรวดเร็ว

8. เซลล์มะเร็งกดการทำงานของเซลล์ระบบภูมิคุ้มกัน รวมทั้ง NK และก็เข้าไปก่อกวนในระบบภูมิคุ้มกัน

9. ก้อนเนื้อ คือ ความอักเสบรุนแรง ซึ่งเพิ่มอัตราการเติบโตและการใช้เลือดมาหล่อเลี้ยงอย่างรวดเร็ว

10. เซลล์มะเร็งส่วนใหญ่จะปกป้องตนเอง ไม่ให้กระบวนการเยียวยารักษาของร่างกายทำงาน ยกเว้นที่เกี่ยวข้อกับกระบวนเติบโตของเซลล์มะเร็ง

ฉะนั้นจึงเป็นการยากที่จะใช้อาหารสูตรใดสูตรเดียวในการรักษาโรคมะเร็งทุกชนิดในทุกคน เพราะไมโตคอนเดรียก็เสียหาย ระบบภูมิคุ้มกันก็พังพินาศ ความอักเสบก็สูงปรี๊ด แบคทีเรียตัวร้าย – ดีก็ขาดสมดุล รวมทั้งฮอร์โมนและระดับน้ำตาลในเลือดก็ผิดปกติ เซลล์ปกติก็ตกอยู่ในภาวะถูกก่อการจลาจล จำเป็นต้องแก้โดยปรับเปลี่ยนหลายๆ ระบบการทำงานของร่างกายไปพร้อมกัน

การจัดการกับ โรคมะเร็ง จึงต้องทำดังนี้

  • รักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้เหมาะสม
  • จัดการกับท็อกซินในร่างกาย
  • สร้างสมดุลแบคทีเรียตัวร้าย – ตัวดี
  • เพิ่มระบบภูมิคุ้มกันสูงสุด
  • ลดการอักเสบ และอนุมูลอิสระต่างๆ
  • เพิ่มการไหลเวียนโลหิต
  • รักษาสมดุลฮอร์โมนในร่างกาย
  • แก้ปัญหาความเครียดของตนเอง
  • เพิ่มการดูแลสุขภาพจิตใจ และบริหารจัดการอารมณ์

7 เลิก – 3 เพิ่ม เพื่อป้องกันโรคมะเร็ง

ข้อมูลจากหนังสือ Staying Healthy With Nutrition โดยแพทย์หญิง เอลสัน เอ็ม แฮสส์ และดร.บัค เลวิน นักกำหนดอาหาร แนะนำ 7 กิจกรรมที่ควรเลิกทำ และ 3 พฤติกรรมที่ควรเพิ่มมาในชีวิต เพื่อรักษาโรคมะเร็งที่กำลังเผชิญอยู่ ดังนี้

  1. เลิกสูบบุหรี่ หรือเป็นผู้สูบบุหรี่มือสอง
  2. เลิกดื่มแอลกอฮอล์ ที่จะเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งเพิ่มขึ้น
  3. หลีกเลี่ยงการสัมผัสรังสี และสารเคมีในออฟฟิศ ร่วมทั้งยาฆ่าแมลง รวมถึงยาฆ่าวัชพืชที่ปนเปื้อนมากับพืชผักผลไม้
  4. ลดความเครียด ที่จะกดการทำงานของภูมิคุ้มกัน ซึ่งจะเป็นส่วนสำคัญในการช่วยต่อสู้เซลล์มะเร็ง
  5. ควบคุมน้ำหนัก อย่าอ้วน! เนื่องจากสาเหตุของความอ้วนมาจากความผิดปกติของระบบเมตาบอลิก และอาหารที่ทำให้อ้วนคือ แป้งและน้ำตาล ซึ่งเมื่ออ้วน จะส่งผลให้เกิดความผิดปกติของระบบเมตาบอลิก ก็จะนำไปสู่โรคมะเร็งหลายอย่าง เช่น มะเร็งเต้านม มะเร็งลำไส้ มะเร็งถุงน้ำดี
  6. ลดการกินไขมัน ที่เรียกว่า dietary fat ซึ่งนั่นคืออาหารที่ผ่านการปรุงด้วยไขมันที่ผ่านกระบวนการแปรรูปแล้ว รวมทั้งอาหารทอดน้ำมันท่วม
  7. หลีกเลี่ยงอาหารที่มีส่วนผสมของไนเตรต ไนตรัต ซึ่งจะแปลงเป็นสารคาซิโนเจนในระบบทางเดินอาหาร ส่วนอาหารรมควันจะแปลงไขมันในอาหารเป็นสารคาร์ซิโนเจนเช่นกัน และสารคาซิโนเจนนี้เอง ที่เป็นสาเหตุของโรคมะเร็ง
  8. เพิ่มการกินอาหารที่มีบทบาทต่อภูมิคุ้มกัน เช่น วิตามินเอ วิตามินซี สังกะสี โปรตีน
  9. เพิ่มการกินอาหารจำพวกพืชผัก และผลไม้ไม่หวาน
  10. เพิ่มการกินวิตามินซี ที่จะช่วยยับยั้งการทำงานของสารเคมีกลุ่มคาซิโนเจน ซึ่งมักผสมอยู่ในเนื้อสัตว์หรืออาหารที่ต้องยืดอายุการกิน preservative food

8 วิธีลดเสี่ยงโรคมะเร็งลำไส้

ข้อมูลจากสมาคมโรคมะเร็งสหรัฐอเมริกา แนะนำ 8 วิธีปรับไลฟสไตล์เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ ดังนี้

  1. ลดความอ้วน เพราะยิ่งอ้วน ยิ่งเสี่ยงมะเร็งลำไส้ โดยเฉพาะผู้ชาย
  2. ออกกำลังกายบ้าง จะช่วยเพิ่มการไหลเวียนโลหิต ลดการอักเสบ
  3. อย่ากินเนื้อสัตว์แปรรูป ประเภทไส้กรอก แฮม ลูกชิ้น หากกินเนื้อสัตว์สีแดงก็เลือกชนิดที่มาจากการเลี้ยงปล่อย และไม่มีสารเร่งเนื้อแดง
  4. อย่ากินอาหารที่ทอดด้วยความร้อนสูง แม้ว่าจะทอดแบบไร้น้ำมันก็ยังอยู่ในกลุ่มเสี่ยงมะเร็งอยู่ดี
  5. กินผักผลไม้ไม่หวานให้ได้วันละ 1 ชามใหญ่ หรือวันละ 30 – 35 กรัม
  6. ตากแดดบ้าง เพื่อให้ร่างกายได้รับวิตามินดีอย่างเพียงพอ
  7. หยุดสูบบุหรี่
  8. หยุดดื่มเครื่องดื่มผสมแอลกอฮอล์ ยิ่งดื่มเยอะ ก็ยิ่งเสี่ยง

4 ปัจจัยเสี่ยงการเป็นโรคมะเร็งลำไส้

  1. อายุที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะหลังวัย 50 ปีจะยิ่งเสี่ยงเพิ่มขึ้น
  2. มีประวัติคนในบ้านป่วยเป็นโรคมะเร็งลำไส้
  3. ผู้มีประวัติโรคลำไส้อักเสบ (inflammatory bowel disease) รวามทั้งโรคลำไส้ใหญ่อักเสบ colitis และโรค Crohn’s disease
  4. ผู้ที่ป่วยเป็นโรคเบาหวาน ประเภท 2

แบ่งปันประสบการณ์

โดยส่วนตัวของคุณปู ซึ่งเคยป่วยด้วยโรคมะเร็งที่หายแล้ว มีคำแนะนำที่อยากแบ่งปันกับทุกคน

  • อย่าตกใจ เมื่อเกิดความผิดปกติ เนื้องอก เซลล์มะเร็ง ฯลฯ ให้วางจิตอยู่กับปัจจุบัน อย่าลืมว่าเซลล์มะเร็งมันสร้างความจ้าละหวั่นในร่างกายแล้ว จิตเราจะต้องนิ่งสงบ พิจารณาสาเหตุของโรคแล้วหยุดตรงนั้น
  • ถ้ากินหวาน หยุดหวานทันที
  • ถ้าสูบบุหรี่ หยุดสูบเลยทันที
  • ถ้ากินข้าวกล้อง อาหารสุขภาพไม่เป็น กินทันที
  • ถ้าเครียดแล้วจัดการไม่ได้ ต้องหาทางจัดการ สติจะเป็นทางที่ง่ายที่สุดในการจัดการความเครียด
  • รักษาไปตามกระบวนการ
  • เจ็บ ก็พิจารณา
  • เหนื่อย ท้อ ก็พิจารณา
  • เอาจิตมาไว้ที่กาย อย่าปล่อยให้ฟุ้งซ่านไปไหนเด็ดขาด
  • อย่าเอาความหวังทั้งหมดไว้ที่การรักษานั้น ต้องเปลี่ยนพฤติกรรมเราเองด้วย

โดยตลอดกระบวนการ ควรระลึกไว้ว่า ถ้าชีวิตที่ผ่านมา มันนำมาสู่โรคมะเร็ง ต้องพิจารณาแก้ไขแล้วปรับใหม่ยกชุด เพราะชีวิตใหม่ ย่อมนำผลลัพธ์ใหม่มาให้ และถ้าเราปฏิบัติตามสูตรสุขภาพดี ผลลัพธ์ก็ย่อมนำมาสู่สุขภาพดีด้วยเช่นกัน

พบกันในตอนหน้า คุณเอื้อมพร แสงสุวรรณ FNTP (Functional Nutritional Therapy Practitioner) หรือ ผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารสุขภาพเฉพาะบุคคล จากสถาบัน Nutritional Therapy Association ประเทศออสเตรเลีย นักบำบัดโรคด้วยอาหาร จาก เพจ Sukina เพื่อสุขภาพจะนำเรื่องราวดีๆ เพื่อสุขภาพอะไรมาฝาก โปรดติดตาม

ปรับไลฟสไตล์ ลดเครียดเช้าวันจันทร์

ในรายการ Modern Health ทางวิทยุครอบครัวข่าว ส.ทร. FM 106 คุณปู Sukina หรือ คุณเอื้อมพร แสงสุวรรณ FNTP (Functional Nutritional Therapy Practitioner) หรือ ผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารสุขภาพเฉพาะบุคคล จากสถาบัน Nutritional Therapy Association ประเทศออสเตรเลีย และประสบการณ์กว่า 15 ปีในการเป็นบรรณาธิการนิตยสารสุขภาพ และปัจจุบันเป็นโค้ชด้านการกินอาหารบำบัดโรค ผ่านเพจ Sukina เพื่อสุขภาพ

วันนี้เราจะคุยกันเรื่อง วิธีจัดการความเครียด “เช้าวันจันทร์”

รู้จัก ความเครียด

asian businesswoman

สำหรับนิยามของความเครียดในแง่สุขภาพ คือ ภาวะที่ร่างกายหลั่งคอร์ติซอล หรือฮอร์โมนความเครียดออกมา ซึ่งโดยปกติจะหลั่งออกมาสูงที่สุดในตอนเช้า ช่วง 7:00 น. และค่อยๆ ค่ำลงในช่วงค่ำ ราวๆ 10:00 น.

โดยข้อมูลจากหนังสือ How to Make Diseases Disappear โดยนายแพทย์รังแกน แชตเตอร์จี จากรายการ Doctor in the House ทางช่อง BBC ที่เผยแพร่ในสหราชได้กล่าวถึงสาเหตุที่ทำให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอล ได้แก่

  1. เร่งไปประชุม
  2. รีบไปให้ทันเข้างาน
  3. ต้องปั่นงานส่ง
  4. ถูกทวงงาน
  5. กลัวพลาดข่าวสารข้อมูลเกี่ยวกับงาน
  6. อาหาร
  7. โรคเรื้อรัง
  8. ระบบย่อยอาหารทำงานผิดปกติ

โดยภาวะที่ร่างกายต้องหลั่งฮอร์โมนความเครียดในลักษณะนี้ เป็นกลไกอัตโนมัติของร่างกายที่เกิดขึ้นเพื่อรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ ที่เรียกว่า fight or flight (สู้หรือถอย) ที่มีมาตั้งแต่ยุคบรรพบุรุษที่ต้องออกหาของป่าล่าสัตว์ อาจเจอกับอันตรายได้ทุกประเภท ประสาทอัตโนมัติของร่างกายจึงตั้งอยู่โหมดนี้เพื่อรับมือกับทุกสถานการณ์ที่เข้ามา

ความเครียด ก่อกวนระบบการทำงานของร่างกายอย่างไร

  • ระบบภูมิคุ้มกัน

การที่อารมณ์ความรู้สึกเราอยู่ในโหมด fight or flight คล้ายกับการที่เราต่อสู้กับเสือแล้วโดนเสือข่วน และเกิดแผลอักเสบ ดังนั้นทุกครั้งที่เราเครียดบาดแผลก็เพิ่มขึ้น การอักเสบในร่างกายก็เพิ่มขึ้น โรคเรื้อรังต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นโรคหัวใจหรืออัลไซเมอร์ส ก็เกิดจากความอักเสบเหล่านี้

นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยคิงส์คอลเลจ ประเทศอังกฤษ ในปี 2016 ที่ยืนยันว่า โรคซึมเศร้าก็เกิดจากการอักเสบในร่างกาย แม้ว่าจะมีเรื่องผิดหวังในชีวิต หรือความเจ็บป่วยในอดีตก็ตาม แต่สาเหตุหรือ root cause ที่แท้จริงคือ การอักเสบในร่างกายจากการที่คอร์ติซอลหลั่งออกมาบ่อยๆ ยาต้านโรคซึมเศร้าจึงใช้ไม่ได้ผลกับคนกลุ่มนี้

  • น้ำหนักตัว

หากอาหารที่เรากินเข้าไปเป็นพวกแป้งและน้ำตาล ร่างกายก็จะแปลงคาร์โบไฮเดรตไปเป็นพลังงาน แต่แป้งขาวและน้ำตาลเป็นพลังงานที่ไม่มีสารอาหาร ก็ทำให้น้ำตาลขึ้นและตกลงอย่างรวดเร็ว และในเวลาที่น้ำตาลตกนี่เอง ที่เราจะหิวจนหน้ามืด (เครียด) และกินแบบไม่เลือก ไม่บันยะบันยัง นี่จึงคือสาเหตุที่ทำให้อ้วน น้ำหนักเกิน เกิดภาวะดื้ออินซูลิน ซึ่งในอนาคตก็จะป่วยเป็นโรคเรื้อรังอีกมากมายตามมาได้

  • ระบบฮอร์โมน

โดยเฉพาะเมื่อผู้หญิงเข้าสู่ “วัยทอง” ระดับฮอร์โมนเอสโตรเจน และฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนมักจะเสียสมดุล และหากใช้ฮอร์โมนทดแทนที่ให้โดยแพทย์ หลายคนเกิดผลข้างเคียง เช่น คลื่นไส้ วิงเวียน และนานวันเข้าอาจเป็นสาเหตุของโรคมะเร็งได้

นอกจากนี้ ผลข้างเคียงอีกอย่างของการที่ระดับฮอร์โมนเอสโตเรจน และโปรเจสเตอโรนเสียสมดุล คือ ทำให้ร่างกายเครียด และกระตุ้นให้ตับหลั่งคอเลสเตอรอลขึ้นมาสร้างคอร์ติซอล หรือฮอร์โมนแห่งความเครียดเพิ่มขึ้นนั่นเอง เมื่อรวมกับการใช้ชีวิตที่เคร่งเครียดไม่ผ่อนคลาย อาการต่างๆ จึงแย่ลง

ด้วยเหตุนี้ ในสตรีที่เข้าสู่วัยทอง การหาวิธีคลายเครียดอย่างเหมาะสมจึงเป็นทางเลือกหนึ่งที่ช่วยเยียวยาผลข้างเคียงต่างๆ ที่เกิดในช่วงวัยนี้ได้เป็นอย่างดี

  • ระบบทางเดินอาหาร สัมพันธ์ต่อสมอง

ในทางวิทยาศาสตร์สมัยใหม่เพิ่งพบ vegus nerve ซึ่งเป็นเส้นประสาทที่เชื่อมระหว่างระบบทางเดินอาหารกับสมอง รวมถึงสารสื่อประสาทในสมองที่สำคัญ ต่อการทำให้เรารู้สึกสุขหรือทุกข์ ก็สร้างในระบบทางเดินอาหารเช่นกัน

ปรับไลฟสไตล์อย่างไรให้ลดเครียด

          สำหรับการปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตเพื่อลดเครียด นายแพทย์รังแกนแนะนำให้ลองปรับเปลี่ยนกิจกรรมการใช้ชีวิตแบบเดิมๆ 6 ด้านดังต่อไปนี้

  1. ห่างจากโทรศัพท์บ้าง

มีงานวิจัยปี 2014 ที่ศึกษาในประชากรชาวอังกฤษพบว่า คนอังกฤษเช็คโทรศัพท์ถึงวันละ 221 ครั้ง ขณะที่คนอเมริกันนี่ยิ่งหนัก แตะโทรศัพท์กันวันละมากกว่า 1000 ครั้ง

ทราบหรือไม่ว่า การที่เราอยู่กับโทรศัพท์มือถือนานๆ เราอาจเกิดอาการ “เสพติดโทรศัพท์” ทำให้ไม่มีสมาธิ ไม่ต่างจากการกินของหวาน ที่เมื่อกินแล้วต้องเพิ่มปริมาณขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่พฤติการณ์รมการโพสต์เรื่องราวลงบนโซฌลชีลมีเดีย คนจะโพสต์เพียงเรื่องดีๆ ซึ่งในทางจิตวิทยาเรียกว่า false reality และสิ่งนี้ส่งผลให้คนเครียดขึ้น

หมอรังแกนแนะนำว่า

เราสามารถปรับพฤติกรรมการติดโทรศัพท์ เพื่อค่อยๆ ลดความเครียดที่เกิดจากกิจกรรมนี้ได้ ดังนี้

  • จันทร์ เริ่มปิดการแจ้งเตือนทุกอย่าง
  • อังคาร ยกเลิกการเป็นสมาชิก เว็ปที่ชอบส่งอีเมลมาให้
  • พุธ นั่งกินอาหารกลางวัน โดยไม่ยกโทรศัพท์ขึ้นมาเช็ค
  • พฤหัส วางโทรศัพท์ก่อนนอน ชั่วโมงครึ่ง
  • ศุกร์ แทนการเช็คโทรศัพท์ตลอดเวลา ควรเช็คทุกครึ่งชั่วโมง หรือหนึ่งชั่วโมง
  • เสาร์ เช็คโทรศัพท์ทุก 3-4 ชั่วโมง
  • อาทิตย์ เป็นวันที่ไม่หยิบโทรศัพท์เลย
  • ฝึกขอบคุณ

นายแพทย์รังแกนแนะนำง่าย ๆ ว่า ช่วงเวลาก่อนนอน ช่วงที่เราไม่ใช้โทรศัพท์ เพื่อบันทึกเรื่องดี ๆ ที่เกิดขึ้นด้วยการย้อนทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนั้นๆ

นักจิตวิทยาชาวอเมรกินชื่อ มาร์ติน ซาลิกแมน ผู้ริเริ่มงานวิจัยเกี่ยวกับความสุข “positive psychology” แนะนำให้ใช้เวลา 10 นาทีก่อนนอน เขียน 3 เรื่องดี ๆ ที่เกิดขึ้น เมื่อทำทุกวันติดต่อกัน 1 สัปดาห์พบว่า ความเครียดลดลง และถ้าทำสัก 6 เดือน จะลดภาวะซึมเศร้าและกังวลลงได้ อีกทั้งในทางตรงกันข้ามก็มีความสุขมากขึ้นด้วย

ส่วนอีกการศึกษาหนึ่ง ทำโดย ชาร์ด เบอร์ตัน พบว่าการเขียนเรื่องดีๆ เป็นเวลา 20 นาที สัปดาห์ละ 3 วัน ติดต่อกันนาน 3 เดือน พบว่า ช่วยปรับอารมณ์ ป่วยน้อยลง และไปพบหมอน้อยลงด้วย

  • ฝึกจิตให้นิ่ง

นายแพทย์รังแกนชี้ว่า ความเครียดที่อยู่ในภาวะต้องต่อสู้ (fight to flight) ที่ร่างกายจะหลั่งคอร์ติซอลทำให้รู้สึกเครียดติดพัน แม้ว่ากลางคืนที่เราไม่ได้ต้องเผชิญกับปัญหาอะไร ที่เป็นเช่นนั้นเพราะร่างกายเริ่มเข้าสู่จุดที่เรียกว่า ความเครียดถึงจุดสูงสุดเรื้อรัง ซึ่งอย่างที่กล่าวไปแล้วว่า ความเครียดเหมือนคมเขี้ยวของเสือที่ข่วนเราครั้งแล้วครั้งเล่า สุดท้ายร่างกายก็บาดเจ็บ เกิดเป็นความอักเสบในที่สุด

เพื่อรับมือกับความเครียดเรื้อรังที่เกิดขึ้น นายแพทย์รังแกนแนะนำให้ลองทำสมาธิวันละ 10 นาที ช่วงเช้าเวลา 5.00 – 6.00 น. เพื่อร่างกายจะเหนื่อยน้อยลง และสามารถจดจ่อกับการทำงานได้ดีขึ้น

ส่วนวิธีในการทำสมาธิ อาจใช้การสวดมนต์ ฝึกสติกรรมฐาน หรืออาจจะเป็นหลับตาฟังเสียงธรรมชาติก็ได้

            การทำสมาธิคือ การฝึกสมอง ช่วยคุณภาพการนอนหลับดีขึ้น ช่วยทำให้จดจ่อกับงานมากขึ้น และช่วยลดความดันโลหิตได้ในที่สุด นอกจากนี้งานวิจัยใหม่ๆ บอกว่า ความเครียดเปลี่ยนจำนวนแบคทีเรียในทางเดินอาหาร ซึ่งส่งผลใหญ่โตต่อสุขภาพมากๆ

            แต่สำหรับหลายคนที่ไม่ชินกับการนั่งสมาธิ สามารถใช้วิธีกักลมหายใจก็ได้ กล่าวคือ หายใจเข้า กักลมหายใจไว้ในท้อง นับ 1- 5 แล้วจึงจะหายใจออก นับ 1-5 ก่อนจึงหายใจเข้าอีกครั้ง โดยจะทำกี่ครั้งก็ได้ ยิ่งนานเท่าไร ก็ยิ่งดีต่อสุขภาพขึ้นเท่านั้น การทำเช่นนี้จะช่วยให้คุณภาพการนอนหลับในช่วงกลางคืนดีขึ้น ลดภาวะเครียดเรื้อรังลงได้ ทั้งนี้อาจลองทำช่วงกลางวัน หลังกินอาหารกลางวันก็ได้

หรือสำหรับคนที่ฝึกใหม่ ไม่สามารถนั่งสมาธินานได้ อาจทำแค่วันละ 2 นาทีก็ได้

หรือสำหรับบางคน สามารถเดินสมาธิก็ได้ โดยโฟกัสที่เท้าสัมผัสพื้น พร้อมกับชื่นชมต้นไม้ และธรรมชาติรอบตัว และฝึกนับลมหายใจไปด้วย

  • กินอาหารพร้อมหน้ากัน
Father making breakfast for his kids at home. Man having fun preparing breakfast at home with his kids.

โดยกินบนโต๊ะอาหาร นั่งกิน และกินอาหารพร้อมเพื่อนหรือคนในครอบครัว เนื่องจากมนุษย์เป็นสัตว์สังคม และการกินอาหารคนเดียว การใช้ชีวิตตามลำพังนั้น ส่งผลให้เกิดความเครียด

            ในปี 2012 มีการทดลองในคน 100000 คน พบว่า คนที่อยู่คนเดียวมักสูบบุหรี่มากกว่า และกินอาหารที่ไม่ค่อยดีกับสุขภาพมากกว่า มีโอกาสน้ำหนักเกินมาตรฐานมากกว่า

  • นั่งทานอาหาร

พฤติกรรมการนั่งกินอาหาร จะทำให้ร่างกายปรับจากโหมดการทำงานของระบบประสาท sympathetic ที่ทำให้หัวใจเต้นเร็วและแรงขึ้น เกิดภาวะร่างกายเครียด คอร์ติซอลหลั่ง ให้เป็นระบบประสาท parasympathetic ที่หัวใจเต้นช้าและเบาลง

ที่สำคัญ ไม่แนะนำให้ดูทีวีขณะทานอาหาร เนื่องจากมีงานวิจัยของมหาวิทยาลัยเบอร์มิ่งแฮม พบว่า การกินอาหารหน้าทีวี จะส่งผลให้เรากินอาหารมากขึ้น และทำให้น้ำหนักเพิ่มเร็วขึ้นด้วย

นอกจากนี้นายแพทย์รังแกนยังอธิบายว่า สมองของเราช่างจดจำ ถ้าเรื่องราวในทีวีเป็นเรื่องราวนื่ตื่นเต้นต่อสู้ ต่อให้นั่งกิน ประสาทอัตโนมัติของร่างกายก็จะปรับไปสู่โหมดของระบบประสาท sympathetic สอดคล้องกับภาพที่เห็นในทีวีด้วย

นอกจากนี้ การกินไปดูทีวีไป ยังทำให้เราไม่จดจ่อกับการกิน ทำให้ร่างกายไม่จำว่ากินอะไรไป และกินเมื่อไร เราจึงรู้สึกหิวบ่อยขึ้นกว่าปกติได้

  • อาหารที่ควรกิน

สำหรับการเลือกสิ่งที่กินเข้าไป ก็ส่งผลต่อความเครียดของเราได้เช่นกัน โดยการปรับพฤติกรรมการกินที่สำคัญต่อการลดเครียด มีดังนี้

  • ลดอาหารหวาน
  • อดอาหารบ้าง บางเวลา
  • ดื่มน้ำให้เยอะขึ้น
  • หลีกเลี่ยงการกินอาหารแปรรูป

หากทำได้ดังนี้ ภาวะความเครียดของเราก็จะลดลงได้

พบกันในตอนหน้า คุณเอื้อมพร แสงสุวรรณ FNTP (Functional Nutritional Therapy Practitioner) หรือ ผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารสุขภาพเฉพาะบุคคล จากสถาบัน Nutritional Therapy Association ประเทศออสเตรเลีย นักบำบัดโรคด้วยอาหาร จาก เพจ Sukina เพื่อสุขภาพจะนำเรื่องราวดีๆ เพื่อสุขภาพอะไรมาฝาก โปรดติดตาม

เทรนด์ใหม่ แบคทีเรียตัวจิ๋วผู้ควบคุมสุขภาพ

ในรายการ Modern Health ทางวิทยุครอบครัวข่าว ส.ทร. FM 106 คุณปู Sukina หรือ คุณเอื้อมพร แสงสุวรรณ FNTP (Functional Nutritional Therapy Practitioner) หรือ ผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารสุขภาพเฉพาะบุคคล จากสถาบัน Nutritional Therapy Association ประเทศออสเตรเลีย และประสบการณ์กว่า 15 ปีในการเป็นบรรณาธิการนิตยสารสุขภาพ และปัจจุบันเป็นโค้ชด้านการกินอาหารบำบัดโรค ผ่านเพจ Sukina เพื่อสุขภาพ

            สำหรับวันนี้ มาทำความรู้จัก Microbioms แบคทีเรียตัวจิ๋วผู้ควบคุมสุขภาพ

Microbioms : จุลชีพที่เป็นมิตร

อย่างที่เราทราบกันดี แบคทีเรีย คือสิ่งมีชีวิตเล็ก ๆ ที่อาศัยอยู่ในทางเดินอาหารของเรา ภาษาอังกฤษเรียกสิ่งนี้ว่า microbioms ขณะที่ในทางวิทยาศาสตร์บ้านเราเรียกสิ่งนี้ว่า “จุลชีพ” ซึ่งเป็นมิตรต่อร่างกายมนุษย์และสิ่งแวดล้อม จุลชีพมีอยู่ทุกที่ ในน้ำ ในอากาศ ในดิน ในร่างกายมนุษย์ และสัตว์

            จากบางตอนของหนังสือ Missing Microbioms เขียนโดย นายแพทย์มาร์ติน เบลเซอร์ กล่าวว่า เมื่อเราเกิดมาเราได้รับถ่ายทอดแบคทีเรียจากคุณแม่ผ่านการคลอดธรรมชาติ เพราะโดยธรรมชาติของคุณแม่ ร่างกายของผู้หญิงจะนำพาแบคทีเรียตัวดีมาไว้ที่ช่องคลอด เพื่อขณะที่ทารกเคลื่อนตัวจากปากมดลูกมายังช่องคลอด ทารกก็จะได้รับแบคทีเรียตัวดีผ่านทางผิวหนังบอบบาง และการกลืนเข้าปากไป ถือเป็นช่วงเวลาที่แม่ถ่ายทอดพันธุกรรมบางส่วนสู่ลูก

            ทั้งนี้ เด็กทารกที่ไม่ได้ผ่านการคลอดธรรมชาติจะไม่ได้รับแบคทีเรียเหล่านี้ ส่งผลให้ทารกที่ผ่าคลอดมีระดับภูมิคุ้มกันต่ำกว่าเด็กที่คลอดด้วยวิธีการธรรมชาติ และจากสถิติก็พบว่า เด็กๆ กลุ่มนี้มีความเสี่ยงในการเป็นโรคเบาหวานมากกว่าคนที่คลอดด้วยวิธีธรรมชาติถึง 40%

            ดร. อลิซาเบธ ลิปสกี้ ผู้เขียนหนังสือเรื่อง Digestive Wellness กล่าวว่า ในระบบย่อยของมนุษย์เองมีจุลชีพมากกว่าเซลล์ถึง 10 เท่า และมีเป็น DNA ส่วนใหญ่ถึง 99% ใน DNA ของเรา เท่ากับที่จริงร่างกายเรามี DNA มนุษย์เพียง 1%

หน้าที่ของแบคทีเรียในระบบย่อย

  • ช่วยย่อยอาหาร
  • ช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรีย
  • ช่วยลดไขมันในเลือด
  • ช่วยลดน้ำตาลในเลือด
  • ช่วยลดความดันโลหิตสูง
  • ช่วยสร้างวิตามินเค
  • ช่วยสร้างวิตามินบี 12
  • ช่วยต่อสู้กับเซลล์มะเร็ง
  • ช่วยย่อยสลายยาเคมี
  • ช่วยสร้างตัวยารักษาโรคให้ร่างกาย

โดยรวมๆ แบคทีเรียตัวดีเหล่านี้เป็นโปรตีนที่ช่วยปกป้องบริเวณพื้นผิวของเซลล์ และภูมิคุ้มกันของเราก็จะจำได้ว่า เขาคือมิตร จึงสามารถปกป้องร่างกายต่อเชื้อโรค พยาธิ ไวรัส และแบคทีเรียตัวร้าย จุลินทรีย์ มีอิทธิพลต่อยารักษาโรคและอาหารต่าง ๆ ที่เรากินเข้าไป นั่นหมายถึง แบคทีเรียตัวดีเหล่านี้มีผลต่อการเกิดโรค และการหายจากโรคบางอย่างด้วย

มีการศึกษาใน Genome Science and System Biology มหาวิทยาลัยวอชิงตัน ที่ศึกษาหนูสองกลุ่ม โดยกลุ่มแรกได้รับแบคทีเรียที่ได้จากหนูอ้วน และอีกกลุ่มได้แบคทีเรียจากหนูผอม ปรากฏว่าสองสัปดาห์ผ่านไป หนูเหล่านั้นก็มีรูปร่างเปลี่ยนแปลงไปตามลักษณะของหนูที่ได้รับแบคทีเรียมาก

ต่อมา ดร. เจฟฟี่ กอร์ดอน ได้ศึกษาทดลองควบคุมการกินในหนูฝาแฝด ให้กลุ่มหนึ่งกินอาหารที่ทำให้อ้วน แล้วก็ให้แบคทีเรียจากหนูตัวผอม อีกกลุ่มหนึ่งกินอาหารที่ทำให้ผอม แต่ได้รับแบคทีเรียจากหนูตัวอ้วน สุดท้ายผลลัพธ์ก็พบว่า อาหารที่กินไม่มีบทบาทเท่าแบคทีเรียที่ได้รับมา แม้ว่ากินอาหารที่ทำให้ผอม แต่ได้รับแบคทีเรียของหนูตัวอ้วน ก็ทำให้หนูตัวนั้นอ้วน

หลังจากนั้น สถาบันการแพทย์จอห์น ฮอบสกิ้น มีการศึกษาในคน โดยเรียกการศึกษานี้ว่า fecal bacteriotherapy (FBT) โดยทดลองปลูกถ่ายอุจจาระที่มีแบคทีเรียเข้าไปตัวคน เรียกว่า fecal implant ก็ให้ผลแบบเดียวกัน และไม่เพียงโรคอ้วน เพราะ ดร. ลินดา ลี คุณหมอนักวิทยาศาสตร์ แห่งโรงพยาบาลจอห์น ฮอบสกิ้น ก็ปลูกถ่ายอุจจาระในการรักษาโรคเกี่ยวกับทางเดินอาหาร เช่น การติดเชื้อหลังการกินยาปฏิชีวนะ จึงเกิดการศึกษาอย่างจริงจังขึ้นในปี 2010 ในการใช้อุจจาระหรือแบคทีเรียรักษาโรคอ้วน โรคลำไส้แปรปรวน ปัญหาการอักเสบในทางเดินอาหาร

วิธีสร้างสมดุลจุลินทรีย์ในระบบย่อย

  • กินพรีไบโอติก อยู่ในอาหารประเภทที่มีไฟเบอร์ ทั้งกลุ่มละลายน้ำ และไม่ละลายน้ำ
  • กินโพรไบโอติก จากอาหารที่ผ่านการหมักหรือดองอย่างถูกอนามัย เช่น ผักดองที่ดองแบบโบราณ ดองในน้ำเกลือ โยเกิร์ต คีเฟอร์ กิมจิ มิโซะ นัตโตะ
  • กินอาหารให้ครบ 5 หมู่ คิดง่ายๆ ว่าคือ ข้าวกล้อง 30% เนื้อสัตว์ 30% และที่เหลือคือ ผัก
  • งดการกินยาแอนตี้ไบโอติก หรือยาปฏิชีวนะ
  • หลีกเลี่ยงอาหารที่มีกลูเตน เช่น ขนมปัง เค้ก แคร็กเกอร์

วิธีเช็คอาการขาดสมดุลจุลินทรีย์ในระบบย่อย

  • การกินยาแอนตี้ไบโอติก (ยาปฏิชีวนะ)
  • ลมหายใจเหม็น มีกลิ่นตัว
  • ผายลมมีกลิ่นเหม็น
  • แพ้กลิ่นที่มาจากสารเคมี เช่นแพ้น้ำหอม แพ้กลิ่นบุหรี่ แพ้กลิ่นน้ำมันดีเซล หรือรู้สึกไม่ดีในที่อับชื้นเหล่านี้มาจากตับทำงานไม่ปกติ และแบคทีเรียในระบบทางเดินอาหารไม่สมดุล
  • ขอบตาคล้ำ มาจากการแพ้อาหารที่อาจไม่เคยแพ้
  • ติดอาหารบางอย่าง อยากกินขนมปัง หรือเส้นก๋วยเตี๋ยว อันเนื่องมาจากการขาดสารอาหารจำเป็น ที่ส่งผลมาจากการอักเสบในระบบทางเดินอาหาร
  • มีความผิดปกติเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหาร เช่น
  • ท้องอืด หรือปวดท้องภายใน 1-2 ชั่วโมงหลังอาหาร
  • มีอาการภูมิแพ้ ทางเดินหายใจ เช่น จามบ่อย ๆ ระบบภูมิคุ้มกันค่อนข่างซับซ้อน ความไม่สมดุลของแบคทีเรียในระบบทางเดินอาหาร ทำให้เกิดภาวะเป็นพิษอยู่ในระบบทางเดินอาหาร ส่งผลต่อสมดุลแบคทีเรีย ตัวร้ายเติบโตเกินไป ส่งผลต่อ peyer’s patches ที่มีบทบาทสำคัญต่อระบบน้ำเหลือง ที่เมื่อเรื้อรังก็จะส่งผลต่อภูมิคุ้มกันในระบบทางเดินหายใจ
  • แพ้อาหารที่ไม่เคยแพ้
  • ฝันร้าย
  • ช่างฝัน รู้สึก unreal
  • ติดเชื้อรา ราที่เล็บ
  • มีอาการปวดบริเวณกล้ามเนื้อต้นขาด้านนอก

พบกันในตอนหน้า คุณเอื้อมพร แสงสุวรรณ FNTP (Functional Nutritional Therapy Practitioner) หรือ ผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารสุขภาพเฉพาะบุคคล จากสถาบัน Nutritional Therapy Association ประเทศออสเตรเลีย นักบำบัดโรคด้วยอาหาร จาก เพจ Sukina เพื่อสุขภาพจะนำเรื่องราวดีๆ เพื่อสุขภาพอะไรมาฝาก โปรดติดตาม

วิธีอย่างง่าย เพื่อสุขภาพดี

Selection of healthy food for heart. Healthy food, diet and healthy lifestyle concept. Top view

ในรายการ Modern Health ทางวิทยุครอบครัวข่าว ส.ทร. FM 106 คุณปู Sukina หรือ คุณเอื้อมพร แสงสุวรรณ FNTP (Functional Nutritional Therapy Practitioner) หรือ ผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารสุขภาพเฉพาะบุคคล จากสถาบัน Nutritional Therapy Association ประเทศออสเตรเลีย นักบำบัดโรคด้วยอาหาร และประสบการณ์กว่า 15 ปีในการเป็นบรรณาธิการนิตยสารสุขภาพ และปัจจุบันเป็นโค้ชด้านการกินอาหารบำบัดโรค ผ่านเพจ Sukina เพื่อสุขภาพ และวันนี้เป็นเรื่องราวของ การปรับเปลี่ยนการดำเนินชีวิตอย่างง่ายๆ เพื่อให้มีสุขภาพที่ดี

ทำความรู้จัก “ระบบย่อยอาหาร”

            เพราะการเลือกกินอาหารเป็นพื้นฐานที่สำคัญของการมีสุขภาพดี ด้วยเหตุนี้ “ระบบย่อยอาหาร” จึงเป็นพื้นฐานของการมีสุขภาพดี เพราะ 80% ของระบบภูมิคุ้มกันก็อยู่ในทางเดินอาหาร หากระบบย่อยอาหารทำงานได้ไม่ดี ต่อให้เรากินอาหารดีแค่ไหน ร่างกายก็ไม่สามารถนำไปใช้ได้ สุขภาพจึงอ่อนแอ ภูมิคุ้มกันในร่างกายก็ลดลง

มาทำความรู้จักเส้นทางของระบบย่อย

…เคยทราบหรือไม่ ระบบย่อยทำงานจากเหนือลงใต้

  • สมอง : สั่งให้ต่อมน้ำลายหลั่งน้ำลาย > ร่างกายพร้อมย่อยอาหาร
  • ปาก และฟัน : ย่อยอาหาร > อาหารที่ผ่านกระบวนการย่อยในเบื้องต้น
  • หลอดอาหาร : ลำเลียงอาหารไปยังกระเพาะอาหาร
  •  กระเพาะอาหาร : หลั่งน้ำย่อยมาย่อยอาหาร มีฤทธิ์เป็นกรด และต้องมีปริมาณต้องที่เหมาะสม (มีมากเพียงพอ) ในระหว่างการย่อยอาหาร ขณะที่ตับอ่อนก็หลั่งเอนไซม์ออกมาช่วยย่อยโปรตีน protease และคาร์โบไฮเดรต amylase ส่วนไขมัน ย่อยด้วย เอนไซม์ lipase และเกลือน้ำดีจากถุงน้ำดี
  • อาหารที่ย่อยแล้ว : ถูกส่งไปยังลำไส้เล็ก
  • ลำไส้เล็ก : ดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือด เพื่อส่งไปทำงานในกระบวนการต่างๆ ของร่างกาย

โดยเคล็ดลับสำคัญที่จะส่งเสริมให้ระบบย่อยอาหารทำงานอย่างมีประสิทธิภาพคือ การผ่อนคลายร่างกายที่ต้องมากเพียงพอ

บทบาทสำคัญของ “น้ำย่อย”

  1. ทำลายเชื้อโรค
  2. กระตุ้นการหลั่งเอนไซม์ย่อยโปรตีน
  3. ย่อยโปรตีน

จากข้อมูลในหนังสือ Staying Healthy With Nutrition เขียนโดย แพทย์หญิงเอลสัน เอ็ม แฮส และ ดร.บัค เลวิน ผู้เชี่ยวชาญด้านอาหาร กล่าวถึงธรรมชาติของน้ำย่อยในกระเพาะอาหารของเราว่า

  • น้ำย่อยหลั่งจากกระเพาะอาหาร เพื่อช่วยย่อยโปรตีน ไขมัน
  • น้ำย่อยไม่พอ จะมีอาการท้องอืด มีกรด มีแก๊สในกระเพาะอาหาร
  • น้ำย่อยไม่พอ นำไปสู่การขาดธาตุเหล็ก โรคภูมิแพ้
  • น้ำย่อยไม่พอ ทำให้แบคทีเรีย เชื้อรา พยาธิเติบโตในระบบทางเดินอาหารได้
  • คนที่มีปัญหาโรคเบาหวาน น้ำย่อยจะหลั่งน้อยลง

สาเหตุที่ทำให้น้ำย่อยในกระเพาะอาหารมีไม่พอ หรือเป็นกรดไม่พอ

  1. ความเครียด
    1. กินอาหารเร็ว ทำให้การย่อยอาหารไม่สมบูรณ์จนเกิดบูดเน่าในทางเดินอาหาร
    1. กินยาลดกรดต่อเนื่อง เป็นระยะเวลานาน
    1. กินอาหารไม่ถูกสัดส่วน

เช็คอาการน้ำย่อยไม่พอ

            อาการเบื้องต้นที่สะท้อนว่า กรดในกระเพาะอาหารมีไม่พอ หรือมีความเป็นกรดไม่พอ มีดังนี้

  1. รู้สึกอิ่มแน่นหลังอาหาร
  2. มีแก๊ส เรอ ท้องอืด แสบท้อง หลังอาหาร
  3. มีอาการท้องผูก สลับท้องเสีย
  4. หากสังเกตจะพบว่า มีอาหารที่ย่อยไม่หมดอยู่ในอุจจาระ
  5. แพ้อาหารที่ไม่เคยแพ้
  6. ติดเชื้อรา (อาจปรากฏอยู่ที่เล็บ)
  7. เล็บเปราะ หักง่าย
  8. คลื่นไส้หลังจากกินอาหารเสริม
  9. มีภาวะขาดธาตุเหล็ก
  10. เป็นสิวในผู้ใหญ่

ปรับการกิน ด้วยการกินอาหารให้ถูกสัดส่วน

โปรตีน 15 %

ไขมัน 15%

แร่ธาตุ 4%

คาร์โบไฮเดรต 2%

วิตามิน 1%

เคล็ดลับสำคัญในการช่วยให้น้ำย่อยในกระเพาะอาหารจะกลับมาหลั่งเป็นปกติ คือ ต้องลดเครียด กินอาหาร real food ให้ครบ 5 หมู่ โดยเฉพาะการกินโปรตีนและไขมันให้เพียงพอ

นอกจากนี้วิตามินบี 3 (ไนอาซีน) วิตามินบี 6 และแมกนีเซียม ช่วยสร้างน้ำย่อย

รู้จักสมุนไพร / พืช ช่วยระบบย่อยอาหาร

  • ของขม เช่น มะระ ช่วยส่งเสริมการทำงานของถุงน้ำดี ช่วยให้ระบบย่อยทำงานสมบูรณ์ขึ้น
  • ชินนามอน ช่วยลดแก๊สในระบบทางเดินอาหาร ช่วยให้ระบบย่อยทำงานได้ดีขึ้น
  • ขิง ช่วยรักษาอาการคลื่นไส้ เมารถ เป็นแอนไทอ็อกซิแดนท์ ลดการอักเสบในระบบย่อยอาหาร ช่วยทำให้ระบบย่อยแข็งแรงขึ้น สามารถดื่มขิงก่อนอาหาร 30 นาที
  • เป็บเปอร์มิ้นต์ ช่วยทำให้ระบบย่อยแข็งแรง ช่วยให้กล้ามเนื้อในระบบย่อยอผ่อนคลาย ช่วยผู้ป่วยที่เป็นโรคลำไส้แปรปรวน โดยทำให้กล้ามเนื้อแข็งแรง ทำงานดี
  • สับปะรด มีเอนไซม์ช่วยย่อยโปรตีนโปรมีเลน ในกรณีที่ลำไส้เล็ก และตับอ่อนไม่มีประสิทิภาพ
  • มะละกอ มีเอนไซม์ปาเปน (ทั้งดิบและเม็ด) ช่วยย่อยโปรตีน และเพิ่มเมือกห่อหุ้มกระเพาะอาหาร
  • น้ำกะหล่ำปลีสด มีวิตามิน U ช่วยเยียวยาแผลในทางเดินอาหาร และมีซัลเฟอร์ช่วยฆ่าพยาธิ
  • แอปเปิ้ลไซเดอร์ ช่วยย่อยอาหาร โดยการเพิ่มกรดในน้ำย่อย
  • บีทรูท มีโฟเลท และแมงกานีส ช่วยถุงน้ำดีทำงาน
  • เรดิช มีซัลเฟอร์ ช่วยสลายนิ่วในถุงน้ำดี โดยการเพิ่มการประสิทธิภาพของน้ำดี แถมยังมีวิตามินซี ช่วยบรรเทาอาการไม่สบายท้อง
  • น้ำมะนาว ช่วยเพิ่มการสร้างน้ำย่อย ค่า pH ของน้ำมันาวเป็นด่าง แต่จะเป็นกรดในกระเพาะอาหาร ดื่มอุณหภูมิห้อง
  • น้ำซุปกระดูก ช่วยเยียวยาระบบทางเดินอาหาร ช่วยเพิ่มความคล่องตัวของทางเดินอาหาร
  • พืชที่มีไฟเบอร์ ช่วยกักน้ำไว้ในอุจจาระ ลดปัญหาการท้องผูก

พบกันในตอนหน้า คุณเอื้อมพร แสงสุวรรณNutritional Therapy Practitioner (NTP) นักบำบัดโรคด้วยอาหาร จาก เพจ Sukina เพื่อสุขภาพจะนำเรื่องราวดีๆ เพื่อสุขภาพอะไรมาฝาก โปรดติดตาม

Scroll to Top