Nutrition

ตับ และมะเร็งตับ

ในรายการ Modern Health ทางวิทยุครอบครัวข่าว ส.ทร. FM 106 คุณปู Sukina หรือ คุณเอื้อมพร แสงสุวรรณ FNTP (Functional Nutritional Therapy Practitioner) หรือ ผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารสุขภาพเฉพาะบุคคล จากสถาบัน Nutritional Therapy Association ประเทศออสเตรเลีย และประสบการณ์กว่า 15 ปีในการเป็นบรรณาธิการนิตยสารสุขภาพ และปัจจุบันเป็นโค้ชด้านการกินอาหารบำบัดโรค ผ่านเพจ Sukina เพื่อสุขภาพ

            สำหรับวันนี้ มาทำความรู้จัก ตับ ซึ่งเป็นอวัยวะที่สำคัญในร่างกาย และโรคร้ายอย่าง มะเร็งตับ ให้ละเอียดขึ้น

            หลายคนรู้จัก แชดวิก โบสแมน ดารานำในภาพยนตร์เรื่อง Black Panther ซึ่งเป็นซุปเปอร์ฮีโร่ผิวดำของเด็กและวัยรุ่น ปี 2018 ศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยโฮวาร์ด เป็นคนดี น่ารัก มีน้ำใจ ถ่อมเนื้อถ่อมตัว ขวัญใจเพื่อนๆ ในฮอลลิวู้ด แถมยังเป็นดาราผิวสีแถวหน้าที่ออกมาขับเคลื่อนการแสดงออก black lives matter ในสหรัฐอเมริกา เมื่อช่วง 2 – 3 เดือนที่ผ่านมา ทั้งยังเป็นหนึ่งใน 300 ดาราผิวสีที่ยื่นจดหมายเปิดผนึกต่อฮอลลิวู้ดให้เลิกสนับสนุนถือข้างตำรวจ แล้วหันมาสนับสนุนสังคมคนผิวดำ โดยให้เห็นผลว่า ฮอลลิวู้ดเป็นสื่อที่มีบทบาทต่อสังคม และวัฒนธรรมของคนอเมริกันอย่างยิ่ง

            จนวันพฤหัสที่ผ่านมา และเมื่อวันพฤหัสที่ผ่านมา โบสแมนเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งลำไส้ จึงเกิดเป็นกระแสความอาลัยอาวรณ์ต่อการจากไปของเขาจากคนดังและแฟนหนังทั่วโลก

            มาทำความรู้จักโรคนี้ในเชิงลึกมากขึ้นพร้อมกัน

มะเร็งคืออะไร

สมาคมโรคมะเร็งอเมริกัน (American Cancer Society) อธิบายว่า โรคมะเร็งจำนวนมาก เป็นโรคที่เกิดจากความไม่สมดุลต่างๆ มารวมกัน โดยโรคมะเร็งทุกชนิดมีลักษณะเที่เหมือนกันคือ เซลล์และเนื้อเยื่อเกิดภาวะเน่า และสร้างพลังงานขึ้นมาจากความเน่านั้น (โดยแตกต่างจากพลังงานที่ร่างกายสร้างในภาวะปกติ)

ดังนั้น “ภาวะมะเร็ง”คือ ภาวะที่ผิดปกติ ควบคุมไม่ได้ และแพร่กระจายได้จากเซลล์หนึ่งไปยังอีกเซลล์หนึ่ง ส่วน “ก้อนเนื้อ” คือ กลุ่มของเซลล์ที่ผิดปกตินั้น กลายพันธุ์ สร้างภาวะปั่นป่วนไปสู่เนื้อเยื่อโดยรอบ และเติบโต ขยายขนาดได้ มะเร็งจึงเหมือนวัยรุ่นที่ดื่มเครื่องดื่มชูกำลัง ออกฤทธิ์ร้ายกาจไปทั่วแบบควบคุมได้ยาก และขณะที่เซลล์มะเร็งเติบโต มันก็ส่งผลต่อตับและลำไส้ด้วย

โดยความจริงแล้วร่างกายเราผลิตเซลล์มะเร็งทุกวัน แต่มีเพียง 1 ในพันคนเท่านั้น ที่จะพบได้ว่าในร่างกายไม่มีเซลล์มะเร็งเลย (cancer free) และเมื่อเกิดโรคมะเร็งแล้ว อาจใช้เวลาเป็นเดือน หรือบางชนิดใช้เวลาเป็นปีกว่าก้อนมะเร็งจะโตจนพทย์จะสามารถตรวจพบ

ทั้งนี้กว่าเซลล์เหล่านั้นจะพัฒนาจนเรากลายเป็นโรคมะเร็งได้ ต้องประกอบด้วย 10 ปัจจัย

10 ภาวะก่อนเกิดเป็นโรคมะเร็ง

1. เซลล์มะเร็งเหล่านั้นแบ่งตัวเร็วจนควบคุมไม่ได้ โดยสร้างโปรตีนขึ้นมาจนกลายเป็นการเติบโตแบบระเบิด

2. เซลล์มะเร็งไปทำลายการเชื่อมต่อและสื่อสารในการจัดการเซลล์แปลกปลอมในร่างกาย

3. เซลล์ปกติจะทำลายตัวเองเมื่อพบการกลายพันธุ์ที่ไม่สามารถแก้ไขได้ แต่เซลล์มะเร็งเติบโตได้ต่อ

4. เซลล์ปกติจะเริ่มเสื่อม – ตายลง(ตามอายุเซลล์) ขณะที่เซลล์มะเร็งคงกระพันมาก

5. เซลล์มะเร็งสามารถเชื่อมต่อกับเส้นเลือดในการนำพาสารอาหารมาเลี้ยงให้ก้อนมะเร็งเติบโตได้

6. เซลล์มะเร็งสามารถเติบโตได้ในช่องว่างภายในร่างกายที่มีอ็อกซิเจน และมีสารอาหารมาหล่อเลี้ยง

7. เซลล์มะเร็งเปลี่ยนวิธีการสร้างพลังงานได้ และสามารถเพิ่มความเร็วในการเผาผลาญ เพื่อให้พวกมันเติบโตอย่างรวดเร็ว

8. เซลล์มะเร็งกดการทำงานของเซลล์ระบบภูมิคุ้มกัน รวมทั้ง NK และก็เข้าไปก่อกวนในระบบภูมิคุ้มกัน

9. ก้อนเนื้อ คือ ความอักเสบรุนแรง ซึ่งเพิ่มอัตราการเติบโตและการใช้เลือดมาหล่อเลี้ยงอย่างรวดเร็ว

10. เซลล์มะเร็งส่วนใหญ่จะปกป้องตนเอง ไม่ให้กระบวนการเยียวยารักษาของร่างกายทำงาน ยกเว้นที่เกี่ยวข้อกับกระบวนเติบโตของเซลล์มะเร็ง

ฉะนั้นจึงเป็นการยากที่จะใช้อาหารสูตรใดสูตรเดียวในการรักษาโรคมะเร็งทุกชนิดในทุกคน เพราะไมโตคอนเดรียก็เสียหาย ระบบภูมิคุ้มกันก็พังพินาศ ความอักเสบก็สูงปรี๊ด แบคทีเรียตัวร้าย – ดีก็ขาดสมดุล รวมทั้งฮอร์โมนและระดับน้ำตาลในเลือดก็ผิดปกติ เซลล์ปกติก็ตกอยู่ในภาวะถูกก่อการจลาจล จำเป็นต้องแก้โดยปรับเปลี่ยนหลายๆ ระบบการทำงานของร่างกายไปพร้อมกัน

การจัดการกับ โรคมะเร็ง จึงต้องทำดังนี้

  • รักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้เหมาะสม
  • จัดการกับท็อกซินในร่างกาย
  • สร้างสมดุลแบคทีเรียตัวร้าย – ตัวดี
  • เพิ่มระบบภูมิคุ้มกันสูงสุด
  • ลดการอักเสบ และอนุมูลอิสระต่างๆ
  • เพิ่มการไหลเวียนโลหิต
  • รักษาสมดุลฮอร์โมนในร่างกาย
  • แก้ปัญหาความเครียดของตนเอง
  • เพิ่มการดูแลสุขภาพจิตใจ และบริหารจัดการอารมณ์

7 เลิก – 3 เพิ่ม เพื่อป้องกันโรคมะเร็ง

ข้อมูลจากหนังสือ Staying Healthy With Nutrition โดยแพทย์หญิง เอลสัน เอ็ม แฮสส์ และดร.บัค เลวิน นักกำหนดอาหาร แนะนำ 7 กิจกรรมที่ควรเลิกทำ และ 3 พฤติกรรมที่ควรเพิ่มมาในชีวิต เพื่อรักษาโรคมะเร็งที่กำลังเผชิญอยู่ ดังนี้

  1. เลิกสูบบุหรี่ หรือเป็นผู้สูบบุหรี่มือสอง
  2. เลิกดื่มแอลกอฮอล์ ที่จะเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งเพิ่มขึ้น
  3. หลีกเลี่ยงการสัมผัสรังสี และสารเคมีในออฟฟิศ ร่วมทั้งยาฆ่าแมลง รวมถึงยาฆ่าวัชพืชที่ปนเปื้อนมากับพืชผักผลไม้
  4. ลดความเครียด ที่จะกดการทำงานของภูมิคุ้มกัน ซึ่งจะเป็นส่วนสำคัญในการช่วยต่อสู้เซลล์มะเร็ง
  5. ควบคุมน้ำหนัก อย่าอ้วน! เนื่องจากสาเหตุของความอ้วนมาจากความผิดปกติของระบบเมตาบอลิก และอาหารที่ทำให้อ้วนคือ แป้งและน้ำตาล ซึ่งเมื่ออ้วน จะส่งผลให้เกิดความผิดปกติของระบบเมตาบอลิก ก็จะนำไปสู่โรคมะเร็งหลายอย่าง เช่น มะเร็งเต้านม มะเร็งลำไส้ มะเร็งถุงน้ำดี
  6. ลดการกินไขมัน ที่เรียกว่า dietary fat ซึ่งนั่นคืออาหารที่ผ่านการปรุงด้วยไขมันที่ผ่านกระบวนการแปรรูปแล้ว รวมทั้งอาหารทอดน้ำมันท่วม
  7. หลีกเลี่ยงอาหารที่มีส่วนผสมของไนเตรต ไนตรัต ซึ่งจะแปลงเป็นสารคาซิโนเจนในระบบทางเดินอาหาร ส่วนอาหารรมควันจะแปลงไขมันในอาหารเป็นสารคาร์ซิโนเจนเช่นกัน และสารคาซิโนเจนนี้เอง ที่เป็นสาเหตุของโรคมะเร็ง
  8. เพิ่มการกินอาหารที่มีบทบาทต่อภูมิคุ้มกัน เช่น วิตามินเอ วิตามินซี สังกะสี โปรตีน
  9. เพิ่มการกินอาหารจำพวกพืชผัก และผลไม้ไม่หวาน
  10. เพิ่มการกินวิตามินซี ที่จะช่วยยับยั้งการทำงานของสารเคมีกลุ่มคาซิโนเจน ซึ่งมักผสมอยู่ในเนื้อสัตว์หรืออาหารที่ต้องยืดอายุการกิน preservative food

8 วิธีลดเสี่ยงโรคมะเร็งลำไส้

ข้อมูลจากสมาคมโรคมะเร็งสหรัฐอเมริกา แนะนำ 8 วิธีปรับไลฟสไตล์เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ ดังนี้

  1. ลดความอ้วน เพราะยิ่งอ้วน ยิ่งเสี่ยงมะเร็งลำไส้ โดยเฉพาะผู้ชาย
  2. ออกกำลังกายบ้าง จะช่วยเพิ่มการไหลเวียนโลหิต ลดการอักเสบ
  3. อย่ากินเนื้อสัตว์แปรรูป ประเภทไส้กรอก แฮม ลูกชิ้น หากกินเนื้อสัตว์สีแดงก็เลือกชนิดที่มาจากการเลี้ยงปล่อย และไม่มีสารเร่งเนื้อแดง
  4. อย่ากินอาหารที่ทอดด้วยความร้อนสูง แม้ว่าจะทอดแบบไร้น้ำมันก็ยังอยู่ในกลุ่มเสี่ยงมะเร็งอยู่ดี
  5. กินผักผลไม้ไม่หวานให้ได้วันละ 1 ชามใหญ่ หรือวันละ 30 – 35 กรัม
  6. ตากแดดบ้าง เพื่อให้ร่างกายได้รับวิตามินดีอย่างเพียงพอ
  7. หยุดสูบบุหรี่
  8. หยุดดื่มเครื่องดื่มผสมแอลกอฮอล์ ยิ่งดื่มเยอะ ก็ยิ่งเสี่ยง

4 ปัจจัยเสี่ยงการเป็นโรคมะเร็งลำไส้

  1. อายุที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะหลังวัย 50 ปีจะยิ่งเสี่ยงเพิ่มขึ้น
  2. มีประวัติคนในบ้านป่วยเป็นโรคมะเร็งลำไส้
  3. ผู้มีประวัติโรคลำไส้อักเสบ (inflammatory bowel disease) รวามทั้งโรคลำไส้ใหญ่อักเสบ colitis และโรค Crohn’s disease
  4. ผู้ที่ป่วยเป็นโรคเบาหวาน ประเภท 2

แบ่งปันประสบการณ์

โดยส่วนตัวของคุณปู ซึ่งเคยป่วยด้วยโรคมะเร็งที่หายแล้ว มีคำแนะนำที่อยากแบ่งปันกับทุกคน

  • อย่าตกใจ เมื่อเกิดความผิดปกติ เนื้องอก เซลล์มะเร็ง ฯลฯ ให้วางจิตอยู่กับปัจจุบัน อย่าลืมว่าเซลล์มะเร็งมันสร้างความจ้าละหวั่นในร่างกายแล้ว จิตเราจะต้องนิ่งสงบ พิจารณาสาเหตุของโรคแล้วหยุดตรงนั้น
  • ถ้ากินหวาน หยุดหวานทันที
  • ถ้าสูบบุหรี่ หยุดสูบเลยทันที
  • ถ้ากินข้าวกล้อง อาหารสุขภาพไม่เป็น กินทันที
  • ถ้าเครียดแล้วจัดการไม่ได้ ต้องหาทางจัดการ สติจะเป็นทางที่ง่ายที่สุดในการจัดการความเครียด
  • รักษาไปตามกระบวนการ
  • เจ็บ ก็พิจารณา
  • เหนื่อย ท้อ ก็พิจารณา
  • เอาจิตมาไว้ที่กาย อย่าปล่อยให้ฟุ้งซ่านไปไหนเด็ดขาด
  • อย่าเอาความหวังทั้งหมดไว้ที่การรักษานั้น ต้องเปลี่ยนพฤติกรรมเราเองด้วย

โดยตลอดกระบวนการ ควรระลึกไว้ว่า ถ้าชีวิตที่ผ่านมา มันนำมาสู่โรคมะเร็ง ต้องพิจารณาแก้ไขแล้วปรับใหม่ยกชุด เพราะชีวิตใหม่ ย่อมนำผลลัพธ์ใหม่มาให้ และถ้าเราปฏิบัติตามสูตรสุขภาพดี ผลลัพธ์ก็ย่อมนำมาสู่สุขภาพดีด้วยเช่นกัน

พบกันในตอนหน้า คุณเอื้อมพร แสงสุวรรณ FNTP (Functional Nutritional Therapy Practitioner) หรือ ผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารสุขภาพเฉพาะบุคคล จากสถาบัน Nutritional Therapy Association ประเทศออสเตรเลีย นักบำบัดโรคด้วยอาหาร จาก เพจ Sukina เพื่อสุขภาพจะนำเรื่องราวดีๆ เพื่อสุขภาพอะไรมาฝาก โปรดติดตาม

เทรนด์ใหม่ แบคทีเรียตัวจิ๋วผู้ควบคุมสุขภาพ

ในรายการ Modern Health ทางวิทยุครอบครัวข่าว ส.ทร. FM 106 คุณปู Sukina หรือ คุณเอื้อมพร แสงสุวรรณ FNTP (Functional Nutritional Therapy Practitioner) หรือ ผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารสุขภาพเฉพาะบุคคล จากสถาบัน Nutritional Therapy Association ประเทศออสเตรเลีย และประสบการณ์กว่า 15 ปีในการเป็นบรรณาธิการนิตยสารสุขภาพ และปัจจุบันเป็นโค้ชด้านการกินอาหารบำบัดโรค ผ่านเพจ Sukina เพื่อสุขภาพ

            สำหรับวันนี้ มาทำความรู้จัก Microbioms แบคทีเรียตัวจิ๋วผู้ควบคุมสุขภาพ

Microbioms : จุลชีพที่เป็นมิตร

อย่างที่เราทราบกันดี แบคทีเรีย คือสิ่งมีชีวิตเล็ก ๆ ที่อาศัยอยู่ในทางเดินอาหารของเรา ภาษาอังกฤษเรียกสิ่งนี้ว่า microbioms ขณะที่ในทางวิทยาศาสตร์บ้านเราเรียกสิ่งนี้ว่า “จุลชีพ” ซึ่งเป็นมิตรต่อร่างกายมนุษย์และสิ่งแวดล้อม จุลชีพมีอยู่ทุกที่ ในน้ำ ในอากาศ ในดิน ในร่างกายมนุษย์ และสัตว์

            จากบางตอนของหนังสือ Missing Microbioms เขียนโดย นายแพทย์มาร์ติน เบลเซอร์ กล่าวว่า เมื่อเราเกิดมาเราได้รับถ่ายทอดแบคทีเรียจากคุณแม่ผ่านการคลอดธรรมชาติ เพราะโดยธรรมชาติของคุณแม่ ร่างกายของผู้หญิงจะนำพาแบคทีเรียตัวดีมาไว้ที่ช่องคลอด เพื่อขณะที่ทารกเคลื่อนตัวจากปากมดลูกมายังช่องคลอด ทารกก็จะได้รับแบคทีเรียตัวดีผ่านทางผิวหนังบอบบาง และการกลืนเข้าปากไป ถือเป็นช่วงเวลาที่แม่ถ่ายทอดพันธุกรรมบางส่วนสู่ลูก

            ทั้งนี้ เด็กทารกที่ไม่ได้ผ่านการคลอดธรรมชาติจะไม่ได้รับแบคทีเรียเหล่านี้ ส่งผลให้ทารกที่ผ่าคลอดมีระดับภูมิคุ้มกันต่ำกว่าเด็กที่คลอดด้วยวิธีการธรรมชาติ และจากสถิติก็พบว่า เด็กๆ กลุ่มนี้มีความเสี่ยงในการเป็นโรคเบาหวานมากกว่าคนที่คลอดด้วยวิธีธรรมชาติถึง 40%

            ดร. อลิซาเบธ ลิปสกี้ ผู้เขียนหนังสือเรื่อง Digestive Wellness กล่าวว่า ในระบบย่อยของมนุษย์เองมีจุลชีพมากกว่าเซลล์ถึง 10 เท่า และมีเป็น DNA ส่วนใหญ่ถึง 99% ใน DNA ของเรา เท่ากับที่จริงร่างกายเรามี DNA มนุษย์เพียง 1%

หน้าที่ของแบคทีเรียในระบบย่อย

  • ช่วยย่อยอาหาร
  • ช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรีย
  • ช่วยลดไขมันในเลือด
  • ช่วยลดน้ำตาลในเลือด
  • ช่วยลดความดันโลหิตสูง
  • ช่วยสร้างวิตามินเค
  • ช่วยสร้างวิตามินบี 12
  • ช่วยต่อสู้กับเซลล์มะเร็ง
  • ช่วยย่อยสลายยาเคมี
  • ช่วยสร้างตัวยารักษาโรคให้ร่างกาย

โดยรวมๆ แบคทีเรียตัวดีเหล่านี้เป็นโปรตีนที่ช่วยปกป้องบริเวณพื้นผิวของเซลล์ และภูมิคุ้มกันของเราก็จะจำได้ว่า เขาคือมิตร จึงสามารถปกป้องร่างกายต่อเชื้อโรค พยาธิ ไวรัส และแบคทีเรียตัวร้าย จุลินทรีย์ มีอิทธิพลต่อยารักษาโรคและอาหารต่าง ๆ ที่เรากินเข้าไป นั่นหมายถึง แบคทีเรียตัวดีเหล่านี้มีผลต่อการเกิดโรค และการหายจากโรคบางอย่างด้วย

มีการศึกษาใน Genome Science and System Biology มหาวิทยาลัยวอชิงตัน ที่ศึกษาหนูสองกลุ่ม โดยกลุ่มแรกได้รับแบคทีเรียที่ได้จากหนูอ้วน และอีกกลุ่มได้แบคทีเรียจากหนูผอม ปรากฏว่าสองสัปดาห์ผ่านไป หนูเหล่านั้นก็มีรูปร่างเปลี่ยนแปลงไปตามลักษณะของหนูที่ได้รับแบคทีเรียมาก

ต่อมา ดร. เจฟฟี่ กอร์ดอน ได้ศึกษาทดลองควบคุมการกินในหนูฝาแฝด ให้กลุ่มหนึ่งกินอาหารที่ทำให้อ้วน แล้วก็ให้แบคทีเรียจากหนูตัวผอม อีกกลุ่มหนึ่งกินอาหารที่ทำให้ผอม แต่ได้รับแบคทีเรียจากหนูตัวอ้วน สุดท้ายผลลัพธ์ก็พบว่า อาหารที่กินไม่มีบทบาทเท่าแบคทีเรียที่ได้รับมา แม้ว่ากินอาหารที่ทำให้ผอม แต่ได้รับแบคทีเรียของหนูตัวอ้วน ก็ทำให้หนูตัวนั้นอ้วน

หลังจากนั้น สถาบันการแพทย์จอห์น ฮอบสกิ้น มีการศึกษาในคน โดยเรียกการศึกษานี้ว่า fecal bacteriotherapy (FBT) โดยทดลองปลูกถ่ายอุจจาระที่มีแบคทีเรียเข้าไปตัวคน เรียกว่า fecal implant ก็ให้ผลแบบเดียวกัน และไม่เพียงโรคอ้วน เพราะ ดร. ลินดา ลี คุณหมอนักวิทยาศาสตร์ แห่งโรงพยาบาลจอห์น ฮอบสกิ้น ก็ปลูกถ่ายอุจจาระในการรักษาโรคเกี่ยวกับทางเดินอาหาร เช่น การติดเชื้อหลังการกินยาปฏิชีวนะ จึงเกิดการศึกษาอย่างจริงจังขึ้นในปี 2010 ในการใช้อุจจาระหรือแบคทีเรียรักษาโรคอ้วน โรคลำไส้แปรปรวน ปัญหาการอักเสบในทางเดินอาหาร

วิธีสร้างสมดุลจุลินทรีย์ในระบบย่อย

  • กินพรีไบโอติก อยู่ในอาหารประเภทที่มีไฟเบอร์ ทั้งกลุ่มละลายน้ำ และไม่ละลายน้ำ
  • กินโพรไบโอติก จากอาหารที่ผ่านการหมักหรือดองอย่างถูกอนามัย เช่น ผักดองที่ดองแบบโบราณ ดองในน้ำเกลือ โยเกิร์ต คีเฟอร์ กิมจิ มิโซะ นัตโตะ
  • กินอาหารให้ครบ 5 หมู่ คิดง่ายๆ ว่าคือ ข้าวกล้อง 30% เนื้อสัตว์ 30% และที่เหลือคือ ผัก
  • งดการกินยาแอนตี้ไบโอติก หรือยาปฏิชีวนะ
  • หลีกเลี่ยงอาหารที่มีกลูเตน เช่น ขนมปัง เค้ก แคร็กเกอร์

วิธีเช็คอาการขาดสมดุลจุลินทรีย์ในระบบย่อย

  • การกินยาแอนตี้ไบโอติก (ยาปฏิชีวนะ)
  • ลมหายใจเหม็น มีกลิ่นตัว
  • ผายลมมีกลิ่นเหม็น
  • แพ้กลิ่นที่มาจากสารเคมี เช่นแพ้น้ำหอม แพ้กลิ่นบุหรี่ แพ้กลิ่นน้ำมันดีเซล หรือรู้สึกไม่ดีในที่อับชื้นเหล่านี้มาจากตับทำงานไม่ปกติ และแบคทีเรียในระบบทางเดินอาหารไม่สมดุล
  • ขอบตาคล้ำ มาจากการแพ้อาหารที่อาจไม่เคยแพ้
  • ติดอาหารบางอย่าง อยากกินขนมปัง หรือเส้นก๋วยเตี๋ยว อันเนื่องมาจากการขาดสารอาหารจำเป็น ที่ส่งผลมาจากการอักเสบในระบบทางเดินอาหาร
  • มีความผิดปกติเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหาร เช่น
  • ท้องอืด หรือปวดท้องภายใน 1-2 ชั่วโมงหลังอาหาร
  • มีอาการภูมิแพ้ ทางเดินหายใจ เช่น จามบ่อย ๆ ระบบภูมิคุ้มกันค่อนข่างซับซ้อน ความไม่สมดุลของแบคทีเรียในระบบทางเดินอาหาร ทำให้เกิดภาวะเป็นพิษอยู่ในระบบทางเดินอาหาร ส่งผลต่อสมดุลแบคทีเรีย ตัวร้ายเติบโตเกินไป ส่งผลต่อ peyer’s patches ที่มีบทบาทสำคัญต่อระบบน้ำเหลือง ที่เมื่อเรื้อรังก็จะส่งผลต่อภูมิคุ้มกันในระบบทางเดินหายใจ
  • แพ้อาหารที่ไม่เคยแพ้
  • ฝันร้าย
  • ช่างฝัน รู้สึก unreal
  • ติดเชื้อรา ราที่เล็บ
  • มีอาการปวดบริเวณกล้ามเนื้อต้นขาด้านนอก

พบกันในตอนหน้า คุณเอื้อมพร แสงสุวรรณ FNTP (Functional Nutritional Therapy Practitioner) หรือ ผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารสุขภาพเฉพาะบุคคล จากสถาบัน Nutritional Therapy Association ประเทศออสเตรเลีย นักบำบัดโรคด้วยอาหาร จาก เพจ Sukina เพื่อสุขภาพจะนำเรื่องราวดีๆ เพื่อสุขภาพอะไรมาฝาก โปรดติดตาม

วิธีอย่างง่าย เพื่อสุขภาพดี

Selection of healthy food for heart. Healthy food, diet and healthy lifestyle concept. Top view

ในรายการ Modern Health ทางวิทยุครอบครัวข่าว ส.ทร. FM 106 คุณปู Sukina หรือ คุณเอื้อมพร แสงสุวรรณ FNTP (Functional Nutritional Therapy Practitioner) หรือ ผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารสุขภาพเฉพาะบุคคล จากสถาบัน Nutritional Therapy Association ประเทศออสเตรเลีย นักบำบัดโรคด้วยอาหาร และประสบการณ์กว่า 15 ปีในการเป็นบรรณาธิการนิตยสารสุขภาพ และปัจจุบันเป็นโค้ชด้านการกินอาหารบำบัดโรค ผ่านเพจ Sukina เพื่อสุขภาพ และวันนี้เป็นเรื่องราวของ การปรับเปลี่ยนการดำเนินชีวิตอย่างง่ายๆ เพื่อให้มีสุขภาพที่ดี

ทำความรู้จัก “ระบบย่อยอาหาร”

            เพราะการเลือกกินอาหารเป็นพื้นฐานที่สำคัญของการมีสุขภาพดี ด้วยเหตุนี้ “ระบบย่อยอาหาร” จึงเป็นพื้นฐานของการมีสุขภาพดี เพราะ 80% ของระบบภูมิคุ้มกันก็อยู่ในทางเดินอาหาร หากระบบย่อยอาหารทำงานได้ไม่ดี ต่อให้เรากินอาหารดีแค่ไหน ร่างกายก็ไม่สามารถนำไปใช้ได้ สุขภาพจึงอ่อนแอ ภูมิคุ้มกันในร่างกายก็ลดลง

มาทำความรู้จักเส้นทางของระบบย่อย

…เคยทราบหรือไม่ ระบบย่อยทำงานจากเหนือลงใต้

  • สมอง : สั่งให้ต่อมน้ำลายหลั่งน้ำลาย > ร่างกายพร้อมย่อยอาหาร
  • ปาก และฟัน : ย่อยอาหาร > อาหารที่ผ่านกระบวนการย่อยในเบื้องต้น
  • หลอดอาหาร : ลำเลียงอาหารไปยังกระเพาะอาหาร
  •  กระเพาะอาหาร : หลั่งน้ำย่อยมาย่อยอาหาร มีฤทธิ์เป็นกรด และต้องมีปริมาณต้องที่เหมาะสม (มีมากเพียงพอ) ในระหว่างการย่อยอาหาร ขณะที่ตับอ่อนก็หลั่งเอนไซม์ออกมาช่วยย่อยโปรตีน protease และคาร์โบไฮเดรต amylase ส่วนไขมัน ย่อยด้วย เอนไซม์ lipase และเกลือน้ำดีจากถุงน้ำดี
  • อาหารที่ย่อยแล้ว : ถูกส่งไปยังลำไส้เล็ก
  • ลำไส้เล็ก : ดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือด เพื่อส่งไปทำงานในกระบวนการต่างๆ ของร่างกาย

โดยเคล็ดลับสำคัญที่จะส่งเสริมให้ระบบย่อยอาหารทำงานอย่างมีประสิทธิภาพคือ การผ่อนคลายร่างกายที่ต้องมากเพียงพอ

บทบาทสำคัญของ “น้ำย่อย”

  1. ทำลายเชื้อโรค
  2. กระตุ้นการหลั่งเอนไซม์ย่อยโปรตีน
  3. ย่อยโปรตีน

จากข้อมูลในหนังสือ Staying Healthy With Nutrition เขียนโดย แพทย์หญิงเอลสัน เอ็ม แฮส และ ดร.บัค เลวิน ผู้เชี่ยวชาญด้านอาหาร กล่าวถึงธรรมชาติของน้ำย่อยในกระเพาะอาหารของเราว่า

  • น้ำย่อยหลั่งจากกระเพาะอาหาร เพื่อช่วยย่อยโปรตีน ไขมัน
  • น้ำย่อยไม่พอ จะมีอาการท้องอืด มีกรด มีแก๊สในกระเพาะอาหาร
  • น้ำย่อยไม่พอ นำไปสู่การขาดธาตุเหล็ก โรคภูมิแพ้
  • น้ำย่อยไม่พอ ทำให้แบคทีเรีย เชื้อรา พยาธิเติบโตในระบบทางเดินอาหารได้
  • คนที่มีปัญหาโรคเบาหวาน น้ำย่อยจะหลั่งน้อยลง

สาเหตุที่ทำให้น้ำย่อยในกระเพาะอาหารมีไม่พอ หรือเป็นกรดไม่พอ

  1. ความเครียด
    1. กินอาหารเร็ว ทำให้การย่อยอาหารไม่สมบูรณ์จนเกิดบูดเน่าในทางเดินอาหาร
    1. กินยาลดกรดต่อเนื่อง เป็นระยะเวลานาน
    1. กินอาหารไม่ถูกสัดส่วน

เช็คอาการน้ำย่อยไม่พอ

            อาการเบื้องต้นที่สะท้อนว่า กรดในกระเพาะอาหารมีไม่พอ หรือมีความเป็นกรดไม่พอ มีดังนี้

  1. รู้สึกอิ่มแน่นหลังอาหาร
  2. มีแก๊ส เรอ ท้องอืด แสบท้อง หลังอาหาร
  3. มีอาการท้องผูก สลับท้องเสีย
  4. หากสังเกตจะพบว่า มีอาหารที่ย่อยไม่หมดอยู่ในอุจจาระ
  5. แพ้อาหารที่ไม่เคยแพ้
  6. ติดเชื้อรา (อาจปรากฏอยู่ที่เล็บ)
  7. เล็บเปราะ หักง่าย
  8. คลื่นไส้หลังจากกินอาหารเสริม
  9. มีภาวะขาดธาตุเหล็ก
  10. เป็นสิวในผู้ใหญ่

ปรับการกิน ด้วยการกินอาหารให้ถูกสัดส่วน

โปรตีน 15 %

ไขมัน 15%

แร่ธาตุ 4%

คาร์โบไฮเดรต 2%

วิตามิน 1%

เคล็ดลับสำคัญในการช่วยให้น้ำย่อยในกระเพาะอาหารจะกลับมาหลั่งเป็นปกติ คือ ต้องลดเครียด กินอาหาร real food ให้ครบ 5 หมู่ โดยเฉพาะการกินโปรตีนและไขมันให้เพียงพอ

นอกจากนี้วิตามินบี 3 (ไนอาซีน) วิตามินบี 6 และแมกนีเซียม ช่วยสร้างน้ำย่อย

รู้จักสมุนไพร / พืช ช่วยระบบย่อยอาหาร

  • ของขม เช่น มะระ ช่วยส่งเสริมการทำงานของถุงน้ำดี ช่วยให้ระบบย่อยทำงานสมบูรณ์ขึ้น
  • ชินนามอน ช่วยลดแก๊สในระบบทางเดินอาหาร ช่วยให้ระบบย่อยทำงานได้ดีขึ้น
  • ขิง ช่วยรักษาอาการคลื่นไส้ เมารถ เป็นแอนไทอ็อกซิแดนท์ ลดการอักเสบในระบบย่อยอาหาร ช่วยทำให้ระบบย่อยแข็งแรงขึ้น สามารถดื่มขิงก่อนอาหาร 30 นาที
  • เป็บเปอร์มิ้นต์ ช่วยทำให้ระบบย่อยแข็งแรง ช่วยให้กล้ามเนื้อในระบบย่อยอผ่อนคลาย ช่วยผู้ป่วยที่เป็นโรคลำไส้แปรปรวน โดยทำให้กล้ามเนื้อแข็งแรง ทำงานดี
  • สับปะรด มีเอนไซม์ช่วยย่อยโปรตีนโปรมีเลน ในกรณีที่ลำไส้เล็ก และตับอ่อนไม่มีประสิทิภาพ
  • มะละกอ มีเอนไซม์ปาเปน (ทั้งดิบและเม็ด) ช่วยย่อยโปรตีน และเพิ่มเมือกห่อหุ้มกระเพาะอาหาร
  • น้ำกะหล่ำปลีสด มีวิตามิน U ช่วยเยียวยาแผลในทางเดินอาหาร และมีซัลเฟอร์ช่วยฆ่าพยาธิ
  • แอปเปิ้ลไซเดอร์ ช่วยย่อยอาหาร โดยการเพิ่มกรดในน้ำย่อย
  • บีทรูท มีโฟเลท และแมงกานีส ช่วยถุงน้ำดีทำงาน
  • เรดิช มีซัลเฟอร์ ช่วยสลายนิ่วในถุงน้ำดี โดยการเพิ่มการประสิทธิภาพของน้ำดี แถมยังมีวิตามินซี ช่วยบรรเทาอาการไม่สบายท้อง
  • น้ำมะนาว ช่วยเพิ่มการสร้างน้ำย่อย ค่า pH ของน้ำมันาวเป็นด่าง แต่จะเป็นกรดในกระเพาะอาหาร ดื่มอุณหภูมิห้อง
  • น้ำซุปกระดูก ช่วยเยียวยาระบบทางเดินอาหาร ช่วยเพิ่มความคล่องตัวของทางเดินอาหาร
  • พืชที่มีไฟเบอร์ ช่วยกักน้ำไว้ในอุจจาระ ลดปัญหาการท้องผูก

พบกันในตอนหน้า คุณเอื้อมพร แสงสุวรรณNutritional Therapy Practitioner (NTP) นักบำบัดโรคด้วยอาหาร จาก เพจ Sukina เพื่อสุขภาพจะนำเรื่องราวดีๆ เพื่อสุขภาพอะไรมาฝาก โปรดติดตาม

Scroll to Top