วิธีอย่างง่าย เพื่อสุขภาพดี

Selection of healthy food for heart. Healthy food, diet and healthy lifestyle concept. Top view

ในรายการ Modern Health ทางวิทยุครอบครัวข่าว ส.ทร. FM 106 คุณปู Sukina หรือ คุณเอื้อมพร แสงสุวรรณ FNTP (Functional Nutritional Therapy Practitioner) หรือ ผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารสุขภาพเฉพาะบุคคล จากสถาบัน Nutritional Therapy Association ประเทศออสเตรเลีย นักบำบัดโรคด้วยอาหาร และประสบการณ์กว่า 15 ปีในการเป็นบรรณาธิการนิตยสารสุขภาพ และปัจจุบันเป็นโค้ชด้านการกินอาหารบำบัดโรค ผ่านเพจ Sukina เพื่อสุขภาพ และวันนี้เป็นเรื่องราวของ การปรับเปลี่ยนการดำเนินชีวิตอย่างง่ายๆ เพื่อให้มีสุขภาพที่ดี

ทำความรู้จัก “ระบบย่อยอาหาร”

            เพราะการเลือกกินอาหารเป็นพื้นฐานที่สำคัญของการมีสุขภาพดี ด้วยเหตุนี้ “ระบบย่อยอาหาร” จึงเป็นพื้นฐานของการมีสุขภาพดี เพราะ 80% ของระบบภูมิคุ้มกันก็อยู่ในทางเดินอาหาร หากระบบย่อยอาหารทำงานได้ไม่ดี ต่อให้เรากินอาหารดีแค่ไหน ร่างกายก็ไม่สามารถนำไปใช้ได้ สุขภาพจึงอ่อนแอ ภูมิคุ้มกันในร่างกายก็ลดลง

มาทำความรู้จักเส้นทางของระบบย่อย

…เคยทราบหรือไม่ ระบบย่อยทำงานจากเหนือลงใต้

  • สมอง : สั่งให้ต่อมน้ำลายหลั่งน้ำลาย > ร่างกายพร้อมย่อยอาหาร
  • ปาก และฟัน : ย่อยอาหาร > อาหารที่ผ่านกระบวนการย่อยในเบื้องต้น
  • หลอดอาหาร : ลำเลียงอาหารไปยังกระเพาะอาหาร
  •  กระเพาะอาหาร : หลั่งน้ำย่อยมาย่อยอาหาร มีฤทธิ์เป็นกรด และต้องมีปริมาณต้องที่เหมาะสม (มีมากเพียงพอ) ในระหว่างการย่อยอาหาร ขณะที่ตับอ่อนก็หลั่งเอนไซม์ออกมาช่วยย่อยโปรตีน protease และคาร์โบไฮเดรต amylase ส่วนไขมัน ย่อยด้วย เอนไซม์ lipase และเกลือน้ำดีจากถุงน้ำดี
  • อาหารที่ย่อยแล้ว : ถูกส่งไปยังลำไส้เล็ก
  • ลำไส้เล็ก : ดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือด เพื่อส่งไปทำงานในกระบวนการต่างๆ ของร่างกาย

โดยเคล็ดลับสำคัญที่จะส่งเสริมให้ระบบย่อยอาหารทำงานอย่างมีประสิทธิภาพคือ การผ่อนคลายร่างกายที่ต้องมากเพียงพอ

บทบาทสำคัญของ “น้ำย่อย”

  1. ทำลายเชื้อโรค
  2. กระตุ้นการหลั่งเอนไซม์ย่อยโปรตีน
  3. ย่อยโปรตีน

จากข้อมูลในหนังสือ Staying Healthy With Nutrition เขียนโดย แพทย์หญิงเอลสัน เอ็ม แฮส และ ดร.บัค เลวิน ผู้เชี่ยวชาญด้านอาหาร กล่าวถึงธรรมชาติของน้ำย่อยในกระเพาะอาหารของเราว่า

  • น้ำย่อยหลั่งจากกระเพาะอาหาร เพื่อช่วยย่อยโปรตีน ไขมัน
  • น้ำย่อยไม่พอ จะมีอาการท้องอืด มีกรด มีแก๊สในกระเพาะอาหาร
  • น้ำย่อยไม่พอ นำไปสู่การขาดธาตุเหล็ก โรคภูมิแพ้
  • น้ำย่อยไม่พอ ทำให้แบคทีเรีย เชื้อรา พยาธิเติบโตในระบบทางเดินอาหารได้
  • คนที่มีปัญหาโรคเบาหวาน น้ำย่อยจะหลั่งน้อยลง

สาเหตุที่ทำให้น้ำย่อยในกระเพาะอาหารมีไม่พอ หรือเป็นกรดไม่พอ

  1. ความเครียด
    1. กินอาหารเร็ว ทำให้การย่อยอาหารไม่สมบูรณ์จนเกิดบูดเน่าในทางเดินอาหาร
    1. กินยาลดกรดต่อเนื่อง เป็นระยะเวลานาน
    1. กินอาหารไม่ถูกสัดส่วน

เช็คอาการน้ำย่อยไม่พอ

            อาการเบื้องต้นที่สะท้อนว่า กรดในกระเพาะอาหารมีไม่พอ หรือมีความเป็นกรดไม่พอ มีดังนี้

  1. รู้สึกอิ่มแน่นหลังอาหาร
  2. มีแก๊ส เรอ ท้องอืด แสบท้อง หลังอาหาร
  3. มีอาการท้องผูก สลับท้องเสีย
  4. หากสังเกตจะพบว่า มีอาหารที่ย่อยไม่หมดอยู่ในอุจจาระ
  5. แพ้อาหารที่ไม่เคยแพ้
  6. ติดเชื้อรา (อาจปรากฏอยู่ที่เล็บ)
  7. เล็บเปราะ หักง่าย
  8. คลื่นไส้หลังจากกินอาหารเสริม
  9. มีภาวะขาดธาตุเหล็ก
  10. เป็นสิวในผู้ใหญ่

ปรับการกิน ด้วยการกินอาหารให้ถูกสัดส่วน

โปรตีน 15 %

ไขมัน 15%

แร่ธาตุ 4%

คาร์โบไฮเดรต 2%

วิตามิน 1%

เคล็ดลับสำคัญในการช่วยให้น้ำย่อยในกระเพาะอาหารจะกลับมาหลั่งเป็นปกติ คือ ต้องลดเครียด กินอาหาร real food ให้ครบ 5 หมู่ โดยเฉพาะการกินโปรตีนและไขมันให้เพียงพอ

นอกจากนี้วิตามินบี 3 (ไนอาซีน) วิตามินบี 6 และแมกนีเซียม ช่วยสร้างน้ำย่อย

รู้จักสมุนไพร / พืช ช่วยระบบย่อยอาหาร

  • ของขม เช่น มะระ ช่วยส่งเสริมการทำงานของถุงน้ำดี ช่วยให้ระบบย่อยทำงานสมบูรณ์ขึ้น
  • ชินนามอน ช่วยลดแก๊สในระบบทางเดินอาหาร ช่วยให้ระบบย่อยทำงานได้ดีขึ้น
  • ขิง ช่วยรักษาอาการคลื่นไส้ เมารถ เป็นแอนไทอ็อกซิแดนท์ ลดการอักเสบในระบบย่อยอาหาร ช่วยทำให้ระบบย่อยแข็งแรงขึ้น สามารถดื่มขิงก่อนอาหาร 30 นาที
  • เป็บเปอร์มิ้นต์ ช่วยทำให้ระบบย่อยแข็งแรง ช่วยให้กล้ามเนื้อในระบบย่อยอผ่อนคลาย ช่วยผู้ป่วยที่เป็นโรคลำไส้แปรปรวน โดยทำให้กล้ามเนื้อแข็งแรง ทำงานดี
  • สับปะรด มีเอนไซม์ช่วยย่อยโปรตีนโปรมีเลน ในกรณีที่ลำไส้เล็ก และตับอ่อนไม่มีประสิทิภาพ
  • มะละกอ มีเอนไซม์ปาเปน (ทั้งดิบและเม็ด) ช่วยย่อยโปรตีน และเพิ่มเมือกห่อหุ้มกระเพาะอาหาร
  • น้ำกะหล่ำปลีสด มีวิตามิน U ช่วยเยียวยาแผลในทางเดินอาหาร และมีซัลเฟอร์ช่วยฆ่าพยาธิ
  • แอปเปิ้ลไซเดอร์ ช่วยย่อยอาหาร โดยการเพิ่มกรดในน้ำย่อย
  • บีทรูท มีโฟเลท และแมงกานีส ช่วยถุงน้ำดีทำงาน
  • เรดิช มีซัลเฟอร์ ช่วยสลายนิ่วในถุงน้ำดี โดยการเพิ่มการประสิทธิภาพของน้ำดี แถมยังมีวิตามินซี ช่วยบรรเทาอาการไม่สบายท้อง
  • น้ำมะนาว ช่วยเพิ่มการสร้างน้ำย่อย ค่า pH ของน้ำมันาวเป็นด่าง แต่จะเป็นกรดในกระเพาะอาหาร ดื่มอุณหภูมิห้อง
  • น้ำซุปกระดูก ช่วยเยียวยาระบบทางเดินอาหาร ช่วยเพิ่มความคล่องตัวของทางเดินอาหาร
  • พืชที่มีไฟเบอร์ ช่วยกักน้ำไว้ในอุจจาระ ลดปัญหาการท้องผูก

พบกันในตอนหน้า คุณเอื้อมพร แสงสุวรรณNutritional Therapy Practitioner (NTP) นักบำบัดโรคด้วยอาหาร จาก เพจ Sukina เพื่อสุขภาพจะนำเรื่องราวดีๆ เพื่อสุขภาพอะไรมาฝาก โปรดติดตาม

Scroll to Top