ตับ และมะเร็งตับ

ในรายการ Modern Health ทางวิทยุครอบครัวข่าว ส.ทร. FM 106 คุณปู Sukina หรือ คุณเอื้อมพร แสงสุวรรณ FNTP (Functional Nutritional Therapy Practitioner) หรือ ผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารสุขภาพเฉพาะบุคคล จากสถาบัน Nutritional Therapy Association ประเทศออสเตรเลีย และประสบการณ์กว่า 15 ปีในการเป็นบรรณาธิการนิตยสารสุขภาพ และปัจจุบันเป็นโค้ชด้านการกินอาหารบำบัดโรค ผ่านเพจ Sukina เพื่อสุขภาพ

            สำหรับวันนี้ มาทำความรู้จัก ตับ ซึ่งเป็นอวัยวะที่สำคัญในร่างกาย และโรคร้ายอย่าง มะเร็งตับ ให้ละเอียดขึ้น

            หลายคนรู้จัก แชดวิก โบสแมน ดารานำในภาพยนตร์เรื่อง Black Panther ซึ่งเป็นซุปเปอร์ฮีโร่ผิวดำของเด็กและวัยรุ่น ปี 2018 ศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยโฮวาร์ด เป็นคนดี น่ารัก มีน้ำใจ ถ่อมเนื้อถ่อมตัว ขวัญใจเพื่อนๆ ในฮอลลิวู้ด แถมยังเป็นดาราผิวสีแถวหน้าที่ออกมาขับเคลื่อนการแสดงออก black lives matter ในสหรัฐอเมริกา เมื่อช่วง 2 – 3 เดือนที่ผ่านมา ทั้งยังเป็นหนึ่งใน 300 ดาราผิวสีที่ยื่นจดหมายเปิดผนึกต่อฮอลลิวู้ดให้เลิกสนับสนุนถือข้างตำรวจ แล้วหันมาสนับสนุนสังคมคนผิวดำ โดยให้เห็นผลว่า ฮอลลิวู้ดเป็นสื่อที่มีบทบาทต่อสังคม และวัฒนธรรมของคนอเมริกันอย่างยิ่ง

            จนวันพฤหัสที่ผ่านมา และเมื่อวันพฤหัสที่ผ่านมา โบสแมนเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งลำไส้ จึงเกิดเป็นกระแสความอาลัยอาวรณ์ต่อการจากไปของเขาจากคนดังและแฟนหนังทั่วโลก

            มาทำความรู้จักโรคนี้ในเชิงลึกมากขึ้นพร้อมกัน

มะเร็งคืออะไร

สมาคมโรคมะเร็งอเมริกัน (American Cancer Society) อธิบายว่า โรคมะเร็งจำนวนมาก เป็นโรคที่เกิดจากความไม่สมดุลต่างๆ มารวมกัน โดยโรคมะเร็งทุกชนิดมีลักษณะเที่เหมือนกันคือ เซลล์และเนื้อเยื่อเกิดภาวะเน่า และสร้างพลังงานขึ้นมาจากความเน่านั้น (โดยแตกต่างจากพลังงานที่ร่างกายสร้างในภาวะปกติ)

ดังนั้น “ภาวะมะเร็ง”คือ ภาวะที่ผิดปกติ ควบคุมไม่ได้ และแพร่กระจายได้จากเซลล์หนึ่งไปยังอีกเซลล์หนึ่ง ส่วน “ก้อนเนื้อ” คือ กลุ่มของเซลล์ที่ผิดปกตินั้น กลายพันธุ์ สร้างภาวะปั่นป่วนไปสู่เนื้อเยื่อโดยรอบ และเติบโต ขยายขนาดได้ มะเร็งจึงเหมือนวัยรุ่นที่ดื่มเครื่องดื่มชูกำลัง ออกฤทธิ์ร้ายกาจไปทั่วแบบควบคุมได้ยาก และขณะที่เซลล์มะเร็งเติบโต มันก็ส่งผลต่อตับและลำไส้ด้วย

โดยความจริงแล้วร่างกายเราผลิตเซลล์มะเร็งทุกวัน แต่มีเพียง 1 ในพันคนเท่านั้น ที่จะพบได้ว่าในร่างกายไม่มีเซลล์มะเร็งเลย (cancer free) และเมื่อเกิดโรคมะเร็งแล้ว อาจใช้เวลาเป็นเดือน หรือบางชนิดใช้เวลาเป็นปีกว่าก้อนมะเร็งจะโตจนพทย์จะสามารถตรวจพบ

ทั้งนี้กว่าเซลล์เหล่านั้นจะพัฒนาจนเรากลายเป็นโรคมะเร็งได้ ต้องประกอบด้วย 10 ปัจจัย

10 ภาวะก่อนเกิดเป็นโรคมะเร็ง

1. เซลล์มะเร็งเหล่านั้นแบ่งตัวเร็วจนควบคุมไม่ได้ โดยสร้างโปรตีนขึ้นมาจนกลายเป็นการเติบโตแบบระเบิด

2. เซลล์มะเร็งไปทำลายการเชื่อมต่อและสื่อสารในการจัดการเซลล์แปลกปลอมในร่างกาย

3. เซลล์ปกติจะทำลายตัวเองเมื่อพบการกลายพันธุ์ที่ไม่สามารถแก้ไขได้ แต่เซลล์มะเร็งเติบโตได้ต่อ

4. เซลล์ปกติจะเริ่มเสื่อม – ตายลง(ตามอายุเซลล์) ขณะที่เซลล์มะเร็งคงกระพันมาก

5. เซลล์มะเร็งสามารถเชื่อมต่อกับเส้นเลือดในการนำพาสารอาหารมาเลี้ยงให้ก้อนมะเร็งเติบโตได้

6. เซลล์มะเร็งสามารถเติบโตได้ในช่องว่างภายในร่างกายที่มีอ็อกซิเจน และมีสารอาหารมาหล่อเลี้ยง

7. เซลล์มะเร็งเปลี่ยนวิธีการสร้างพลังงานได้ และสามารถเพิ่มความเร็วในการเผาผลาญ เพื่อให้พวกมันเติบโตอย่างรวดเร็ว

8. เซลล์มะเร็งกดการทำงานของเซลล์ระบบภูมิคุ้มกัน รวมทั้ง NK และก็เข้าไปก่อกวนในระบบภูมิคุ้มกัน

9. ก้อนเนื้อ คือ ความอักเสบรุนแรง ซึ่งเพิ่มอัตราการเติบโตและการใช้เลือดมาหล่อเลี้ยงอย่างรวดเร็ว

10. เซลล์มะเร็งส่วนใหญ่จะปกป้องตนเอง ไม่ให้กระบวนการเยียวยารักษาของร่างกายทำงาน ยกเว้นที่เกี่ยวข้อกับกระบวนเติบโตของเซลล์มะเร็ง

ฉะนั้นจึงเป็นการยากที่จะใช้อาหารสูตรใดสูตรเดียวในการรักษาโรคมะเร็งทุกชนิดในทุกคน เพราะไมโตคอนเดรียก็เสียหาย ระบบภูมิคุ้มกันก็พังพินาศ ความอักเสบก็สูงปรี๊ด แบคทีเรียตัวร้าย – ดีก็ขาดสมดุล รวมทั้งฮอร์โมนและระดับน้ำตาลในเลือดก็ผิดปกติ เซลล์ปกติก็ตกอยู่ในภาวะถูกก่อการจลาจล จำเป็นต้องแก้โดยปรับเปลี่ยนหลายๆ ระบบการทำงานของร่างกายไปพร้อมกัน

การจัดการกับ โรคมะเร็ง จึงต้องทำดังนี้

  • รักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้เหมาะสม
  • จัดการกับท็อกซินในร่างกาย
  • สร้างสมดุลแบคทีเรียตัวร้าย – ตัวดี
  • เพิ่มระบบภูมิคุ้มกันสูงสุด
  • ลดการอักเสบ และอนุมูลอิสระต่างๆ
  • เพิ่มการไหลเวียนโลหิต
  • รักษาสมดุลฮอร์โมนในร่างกาย
  • แก้ปัญหาความเครียดของตนเอง
  • เพิ่มการดูแลสุขภาพจิตใจ และบริหารจัดการอารมณ์

7 เลิก – 3 เพิ่ม เพื่อป้องกันโรคมะเร็ง

ข้อมูลจากหนังสือ Staying Healthy With Nutrition โดยแพทย์หญิง เอลสัน เอ็ม แฮสส์ และดร.บัค เลวิน นักกำหนดอาหาร แนะนำ 7 กิจกรรมที่ควรเลิกทำ และ 3 พฤติกรรมที่ควรเพิ่มมาในชีวิต เพื่อรักษาโรคมะเร็งที่กำลังเผชิญอยู่ ดังนี้

  1. เลิกสูบบุหรี่ หรือเป็นผู้สูบบุหรี่มือสอง
  2. เลิกดื่มแอลกอฮอล์ ที่จะเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งเพิ่มขึ้น
  3. หลีกเลี่ยงการสัมผัสรังสี และสารเคมีในออฟฟิศ ร่วมทั้งยาฆ่าแมลง รวมถึงยาฆ่าวัชพืชที่ปนเปื้อนมากับพืชผักผลไม้
  4. ลดความเครียด ที่จะกดการทำงานของภูมิคุ้มกัน ซึ่งจะเป็นส่วนสำคัญในการช่วยต่อสู้เซลล์มะเร็ง
  5. ควบคุมน้ำหนัก อย่าอ้วน! เนื่องจากสาเหตุของความอ้วนมาจากความผิดปกติของระบบเมตาบอลิก และอาหารที่ทำให้อ้วนคือ แป้งและน้ำตาล ซึ่งเมื่ออ้วน จะส่งผลให้เกิดความผิดปกติของระบบเมตาบอลิก ก็จะนำไปสู่โรคมะเร็งหลายอย่าง เช่น มะเร็งเต้านม มะเร็งลำไส้ มะเร็งถุงน้ำดี
  6. ลดการกินไขมัน ที่เรียกว่า dietary fat ซึ่งนั่นคืออาหารที่ผ่านการปรุงด้วยไขมันที่ผ่านกระบวนการแปรรูปแล้ว รวมทั้งอาหารทอดน้ำมันท่วม
  7. หลีกเลี่ยงอาหารที่มีส่วนผสมของไนเตรต ไนตรัต ซึ่งจะแปลงเป็นสารคาซิโนเจนในระบบทางเดินอาหาร ส่วนอาหารรมควันจะแปลงไขมันในอาหารเป็นสารคาร์ซิโนเจนเช่นกัน และสารคาซิโนเจนนี้เอง ที่เป็นสาเหตุของโรคมะเร็ง
  8. เพิ่มการกินอาหารที่มีบทบาทต่อภูมิคุ้มกัน เช่น วิตามินเอ วิตามินซี สังกะสี โปรตีน
  9. เพิ่มการกินอาหารจำพวกพืชผัก และผลไม้ไม่หวาน
  10. เพิ่มการกินวิตามินซี ที่จะช่วยยับยั้งการทำงานของสารเคมีกลุ่มคาซิโนเจน ซึ่งมักผสมอยู่ในเนื้อสัตว์หรืออาหารที่ต้องยืดอายุการกิน preservative food

8 วิธีลดเสี่ยงโรคมะเร็งลำไส้

ข้อมูลจากสมาคมโรคมะเร็งสหรัฐอเมริกา แนะนำ 8 วิธีปรับไลฟสไตล์เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ ดังนี้

  1. ลดความอ้วน เพราะยิ่งอ้วน ยิ่งเสี่ยงมะเร็งลำไส้ โดยเฉพาะผู้ชาย
  2. ออกกำลังกายบ้าง จะช่วยเพิ่มการไหลเวียนโลหิต ลดการอักเสบ
  3. อย่ากินเนื้อสัตว์แปรรูป ประเภทไส้กรอก แฮม ลูกชิ้น หากกินเนื้อสัตว์สีแดงก็เลือกชนิดที่มาจากการเลี้ยงปล่อย และไม่มีสารเร่งเนื้อแดง
  4. อย่ากินอาหารที่ทอดด้วยความร้อนสูง แม้ว่าจะทอดแบบไร้น้ำมันก็ยังอยู่ในกลุ่มเสี่ยงมะเร็งอยู่ดี
  5. กินผักผลไม้ไม่หวานให้ได้วันละ 1 ชามใหญ่ หรือวันละ 30 – 35 กรัม
  6. ตากแดดบ้าง เพื่อให้ร่างกายได้รับวิตามินดีอย่างเพียงพอ
  7. หยุดสูบบุหรี่
  8. หยุดดื่มเครื่องดื่มผสมแอลกอฮอล์ ยิ่งดื่มเยอะ ก็ยิ่งเสี่ยง

4 ปัจจัยเสี่ยงการเป็นโรคมะเร็งลำไส้

  1. อายุที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะหลังวัย 50 ปีจะยิ่งเสี่ยงเพิ่มขึ้น
  2. มีประวัติคนในบ้านป่วยเป็นโรคมะเร็งลำไส้
  3. ผู้มีประวัติโรคลำไส้อักเสบ (inflammatory bowel disease) รวามทั้งโรคลำไส้ใหญ่อักเสบ colitis และโรค Crohn’s disease
  4. ผู้ที่ป่วยเป็นโรคเบาหวาน ประเภท 2

แบ่งปันประสบการณ์

โดยส่วนตัวของคุณปู ซึ่งเคยป่วยด้วยโรคมะเร็งที่หายแล้ว มีคำแนะนำที่อยากแบ่งปันกับทุกคน

  • อย่าตกใจ เมื่อเกิดความผิดปกติ เนื้องอก เซลล์มะเร็ง ฯลฯ ให้วางจิตอยู่กับปัจจุบัน อย่าลืมว่าเซลล์มะเร็งมันสร้างความจ้าละหวั่นในร่างกายแล้ว จิตเราจะต้องนิ่งสงบ พิจารณาสาเหตุของโรคแล้วหยุดตรงนั้น
  • ถ้ากินหวาน หยุดหวานทันที
  • ถ้าสูบบุหรี่ หยุดสูบเลยทันที
  • ถ้ากินข้าวกล้อง อาหารสุขภาพไม่เป็น กินทันที
  • ถ้าเครียดแล้วจัดการไม่ได้ ต้องหาทางจัดการ สติจะเป็นทางที่ง่ายที่สุดในการจัดการความเครียด
  • รักษาไปตามกระบวนการ
  • เจ็บ ก็พิจารณา
  • เหนื่อย ท้อ ก็พิจารณา
  • เอาจิตมาไว้ที่กาย อย่าปล่อยให้ฟุ้งซ่านไปไหนเด็ดขาด
  • อย่าเอาความหวังทั้งหมดไว้ที่การรักษานั้น ต้องเปลี่ยนพฤติกรรมเราเองด้วย

โดยตลอดกระบวนการ ควรระลึกไว้ว่า ถ้าชีวิตที่ผ่านมา มันนำมาสู่โรคมะเร็ง ต้องพิจารณาแก้ไขแล้วปรับใหม่ยกชุด เพราะชีวิตใหม่ ย่อมนำผลลัพธ์ใหม่มาให้ และถ้าเราปฏิบัติตามสูตรสุขภาพดี ผลลัพธ์ก็ย่อมนำมาสู่สุขภาพดีด้วยเช่นกัน

พบกันในตอนหน้า คุณเอื้อมพร แสงสุวรรณ FNTP (Functional Nutritional Therapy Practitioner) หรือ ผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารสุขภาพเฉพาะบุคคล จากสถาบัน Nutritional Therapy Association ประเทศออสเตรเลีย นักบำบัดโรคด้วยอาหาร จาก เพจ Sukina เพื่อสุขภาพจะนำเรื่องราวดีๆ เพื่อสุขภาพอะไรมาฝาก โปรดติดตาม

Scroll to Top