ชีวิตที่แท้คือ “ปัจจุบัน”

โดย พศิน อินทรวงค์ นักเขียนและนักบรรยาย เรื่องแรงบันดาลใจ ตามหลักพุทธศาสนา

     เราจะเข้าใจว่าเซลล์ในร่างกายเรามันส่งเสียงได้ สิ่งที่คนเราต้องรู้คือการอยู่กับปัจจุบัน เวลาเรากินเราต้องรู้ว่าเวลาเรากินร่างกายเรารู้สึกดีไหม ถ้าเราท้องอืดเราจะรู้ว่าอาหารที่เรากินเข้าไปมันไม่ดี ร่างกายมันจะส่งผลทันที เพราะมันมีชีวิต เซลล์ในร่างกายหรือแม้แต่จุลินทรีย์ดีในลำไส้ล้วนมีชีวิตและมันส่งเสียงได้หมด แต่เราไม่เคยฟังเสียงของการกายเลย การไม่ฟังมันเท่ากับเราไม่ได้อยู่กับปัจจุบัน

     สติอยู่กับปัจจุบัน การอยู่กับปัจจุบันขณะนั้น มันมากกว่าเรื่องอาหารการกิน คำว่าปัจจุบันขณะ แปลง่ายๆ คือ ความคิดเราสัมพันธ์กับเรื่องที่ร่างกายเราทำอยู่ นั่นคืออยู่กับปัจจุบันขณะ เราจะเห็นว่าภายใน 24 ชั่วโมง คนส่วนใหญ่ไม่ได้มีเวลาอยู่กับปัจจุบันขณะเลย หมายความว่า เวลาเรากิน หัวเราไม่ได้อยู่กับอาหารที่กิน เราคิดตลอดเวลา สมองไม่ได้อยู่กับสิ่งที่ตาเห็นหรือที่เรากำลังสัมผัส การอยู่กับปัจจุบันขณะเป็นเรื่องที่พูดง่ายแต่ทำยากที่สุด เพราะว่าชั่วชีวิตเรา เราฝึกชีวิตให้เคยชินกับเสียงความคิดที่อยู่ในหัวเราเท่าอายุของเรา และการอยู่กับปัจจุบันขณะเป็นสิ่งที่ยากมาก ใครก็ตามที่ทำตัวให้อยู่กับปัจจุบันขณะได้ คนผู้นั้นแทบไม่มีความทุกข์เลย

     การวัดว่าเราอยู่กับปัจจุบันขณะ วัดได้ตามปริมาณความทุกข์ของเรา ถ้าเรามีความทุกข์มากแสดงว่าเราอยู่กับความคิดตลอดเวลา ในหัวเรากับสิ่งที่กระทำทางกายไม่มีความสัมพันธ์กัน คนที่อยู่กับปัจจุบันขณะได้ต้องผ่านการเจริญสติมาแล้ว ถ้าเป็นพระจะมีการฝึกให้พิจารณาอาหาร จะมีตัวกรรมฐานที่คุณกินและคุณรับรู้รส ทุกอย่างผ่านการฝึกมาอย่างเข้มข้น ถ้าอยู่กับปัจจุบันขณะได้ อาจแก้ปัญหาเรื่องความคิด และเรื่องอื่นๆ ได้หมด 

เทคนิคการอยู่กับปัจจุบันที่สัมพันธ์กับธรรมะ
     อย่างในเรื่อง อานาปานสติ  พระพุทธเจ้าตรัสว่าให้เราอยู่กับลมหายใจ ซึ่งมันมีเหตุผลตรงที่เราใช้ชีวิต เราไม่รู้ว่าเราคิดอะไร เราไม่เห็นความคิดตัวเอง แต่เรารู้สึกถึงสิ่งนั้นสิ่งนี้ แต่เราไม่รู้ตัวว่าเรากำลังรู้สึก พูดง่ายๆ เราไม่ใช่ ‘ผู้เห็น’ แต่เราคือ ‘ผู้เป็น’ ท่านให้อุบายว่าให้เราดึงจิตและความคิดมาอยู่กับการรู้ลม เราจะรู้ว่าความคิดเรามีหลุดออกไปซึ่งทำให้เราเรียนรู้ว่าความคิดเราควบคุมมันไม่ได้ มันทำงานตลอดเวลา แค่เราจะดึงเข้ามารู้เวลาที่จิตมันเห็นความคิดลื่นไหลไปบ่อยๆ  พอเราทำไปสักพักหนึ่งมันจะถึงจุดที่ไม่เข้าไปยึดความคิดตัวเอง เรียกว่า สติเริ่มตื่น

     ดังนั้นปัญหาใหญ่ของมนุษย์คือการเข้าไปยึดติดความรู้สึกและอารมณ์ของตนเองทั้งทางด้านบวกและด้านลบ จิตใจเราไม่ได้เลือกจำว่าสิ่งไหนดีหรือไม่ดี แต่มันจำแค่ยึดหรือไม่ยึด ต้องฝึกให้ปล่อยวางหรือไม่ยึดติดอารมณ์ตัวเองทั้งอารมณ์ด้านบวกและด้านลบ เพราะใจเราตั้งโปรแกรมไว้แค่ยึดกับวาง ไม่ได้เลือกว่าจะยึดอะไร ถ้าเราหลงไปในความสุข แล้วเราไม่ปล่อยวาง เราจะยึดความทุกข์นั้นด้วย

     การที่เราฝึกเจริญสติหรือฝึกรู้กับปัจจุบัน เราจะแค่รู้สึกว่าเราจะกำจัดอารมณ์ด้านลบ แต่อารมณ์ด้านสุขอยากจะกอดมันไว้ จึงเป็นสาเหตุให้เรากำจัดอารมณ์ด้านลบออกไปไม่ได้ด้วย

     สรุป คือ การฝึกให้อยู่กับปัจจุบัน เราสามารถใช้วิธีหรือเทคนิคใดก็ได้ที่ทำให้ความคิดเราสัมพันธ์กับสิ่งที่ทำอยู่ แบบนี้คือเรียกว่าการเจริญสตินั่นเอง

เรียบเรียงโดย วินนา รักการ 
ขอบคุณภาพจาก unsplash

Scroll to Top