Top 5 การรักษาแบบธรรมชาติบำบัด

โดย ดร.ณิชมน สมันตรัฐ ผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ด้านเนเชอโรพาธิค (Naturopathic)

Top 5 การรักษาแบบธรรมชาติบำบัดกับผู้ป่วย

  1. การรักษาแบบใช้อาหารเสริม (supplement) ในการรักษาแบบธรรมชาติบำบัด เป็นการนำอาหารเสริมเหล่านี้มาใช้ที่มีรายละเอียดเฉพาะ ซึ่งมีแนวทางการใช้ที่แตกต่างจากอาหารเสริมที่จำหน่ายทั่วไปเช่น มีการใช้ในปริมาณที่สามารถเป็นยารักษาได้

          ในที่นี้ เราใช้กลุ่มอาหารเสริมเป็นยา ซึ่งรวมถึงวิตามิน แร่ธาตุต่างๆ กรดอะมิโน ตลอดจนกลุ่มสมุนไพรที่นำมาใช้เป็น Natural Supplement ในการรักษา

  1. การใช้อาหารเป็นยา อาหารที่ใช้กับผู้ป่วยในการรักษาแบบธรรมชาติบำบัด จะแตกต่างจากอาหารเพื่อสุขภาพทั่วไป เพราะต้องวิเคราะห์เจาะลึกลงไปว่าควรใช้อาหารประเภทใดกับอาการของโรค เช่น อาหารต้านการอักเสบ (anti-inflammatory diet) อาหารต้านฮอร์โมนเอสโตรเจน (anti-estrogenic diet) คีโตเจนิคไดเอต (ketogenic diet) หรือวิธีการกินที่เน้นอาหารไขมันสูง ซึ่งอาหารแต่ละประเภทส่งผลดีต่อโรคไม่เหมือนกัน เหล่านี้คือการเจาะจงในการใช้อาหารเป็นยา
  1. Exercise prescription ไม่ใช่แค่การออกกำลังกายแบบทั่วไป แต่เป็นการออกกำลังกายเชิงการรักษา เสมือนการออกกำลังกายตามใบสั่งยาของหมอให้ผู้ป่วย เช่น สัปดาห์หนึ่งต้องออกกำลังกายกี่ครั้ง ครั้งหนึ่งกี่นาที อัตราการเต้นของหัวใจ (heart rate) ต้องมีค่าเท่าไหร่ หรือกำหนดประเภทการออกกำลังกายในแต่ละวันว่าควรจะเป็น Static exercise หรือ Cardio exercise

    นอกจากนี้ ยังรวมถึงข้อเพิ่มเติมต่างๆ ในการออกกำลังกายด้วย เช่น การกินอาหารเสริมที่เกี่ยวกับการออกกำลังกาย

    การรักษาแบบนี้จะเน้นที่อัตราการเต้นของหัวใจและกล้ามเนื้อที่ต้องการจะโฟกัส หากบางคนต้องการรักษาในเรื่องของหลัง เราจึงต้องการให้คนป่วยออกกำลังกล้ามเนื้อมัดนี้โดยเฉพาะ เนื่องจากคนป่วยผ่าตัดกล้ามเนื้อบริเวณนี้ จึงต้องมีการสื่อสารและส่งต่อข้อมูลของคนไข้ระหว่างหมอกับเทรนเนอร์ส่วนตัว

    หากคนไข้เป็นคนกลางในการบอกเทรนเนอร์เอง เทรนเนอร์เองก็ไม่รู้ประวัติในการรักษา จึงง่ายกว่าที่เทรนเนอร์จะอ่านจากใบสั่งการออกกำลังกาย

  1. Mind body medicine เป็นการรักษาที่มุ้งเน้นในเรื่องสภาวะทางจิตใจหลายๆ กรณี การรักษาแบบ 3 ปัจจัยข้างต้นอาจไม่ได้ผล เนื่องจากความเจ็บป่วยบางอย่างไม่ได้เกิดทางร่างกายอย่างเดียว แต่รวมถึงด้านจิตใจและอารมณ์ด้วย

          สิ่งที่ช่วยได้ดีที่สุดคือ Mind body medicine หรือการใช้เทคนิคต่างๆ ในการเสริมสร้างศักยภาพของจิตใจ

          เนื่องจากเรามองว่าร่างกายและจิตใจมีจุดที่เชื่อมโยงกัน ดังนั้น หากจิตใจมีสุขภาพดีก็จะส่งผลต่อร่างกายหรืออาการของโรคด้วยเช่นกัน หากสาเหตุของการเจ็บป่วยมาจากทางด้านจิตใจและอารมณ์ การรักษาเริ่มโฟกัสตรงส่วนนี้

          ในเชิงเทคนิค cognitive behavioral therapy คือการให้คำปรึกษาทางจิตวิทยาอย่างหนึ่ง ซึ่งต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญโดยเฉพาะ ถ้าคนป่วยมารักษาด้านสุขภาพจิตโดยทั่วไป Naturopathicmedicine (ND) จะยังดูแลได้ แต่ถ้าผู้ป่วยมีอาการมากขึ้น เช่น เป็นโรคจิตเภท (Schizophrenia) หรือไบโพล่า (Bipolar) ชนิดรุนแรง ต้องส่งต่อให้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางดูแลรักษาต่อไป

  1. Hydrotherapy (ธาราบำบัด) คือการใช้น้ำเป็นตัวส่งผ่านอุณหภูมิให้แก่ร่างกาย การรักษาจริงๆ ไม่ได้ใช้น้ำเป็นตัวหลัก แต่เป็นอุณหภูมิที่ถูกส่งต่อโดยน้ำ น้ำจึงเป็นเพียงตัวกลางเพื่อให้เป็นร้อนหรือเย็น

          หลักการของ Hydrotherapy ในทางวิทยาศาสตร์ การใช้ความร้อนความเย็นในการรักษาทำให้หลอดเลือดมีการขยายตัว หดตัว จึงทำให้เกิดการหมุนเวียนของเลือดดีขึ้นนั่นเอง ความร้อนจะทำให้หลอดเลือดขยายตัว ทำให้เกิดการส่งผ่านหล่อเลี้ยงเลือดไปยังจุดต่างๆ ซึ่งปกติมอาจจะไม่ค่อยมีการหมุนเวียน และความร้อนนี้ยังทำให้มีออกซิเจน ของเหลว สารอาหารหรือของเสียต่างๆ หมุนเวียนด้วยเช่นกัน

          การใช้ความร้อนในอุณหภูมิสูงจะกระตุ้นให้ภูมิคุ้มกันในร่างกายทำงาน ทำหน้าที่คล้ายกับเป็นไข้ จึงเกิดไข้เทียมขึ้นมา เพราะเมื่ออุณหภูมิในร่างกายสูงขึ้น ร่างกายจะผลิตเม็ดเลือดขาวสูงมากขึ้น เป็นการกระตุ้นภูมิคุ้มกันของร่างกาย

          ในทางกลับกัน การใช้ความเย็นจะทำให้หลอดเลือดหดตัว ในโรคที่เกิดการอักเสบหรือมีการบาดเจ็บเนื้อเยื่อ เมื่อความเย็นทำให้หลอดเลือดเกิดการหดตัวลง จะส่งผลให้การอักเสบและอาการบวมน้อยลง

 

เรียบเรียงโดย วินนา รักการ
ขอบคุณภาพจาก freepik

Scroll to Top