ผัก-ผลไม้ ช่วยคลายเครียด หรือช่วยเพิ่มความเครียด

โดย เอื้อมพร แสงสุวรรณ NTP (Nutrition Therapy Practitioner)

สารอาหารหลักและสารอาหารรอง Sukina

    เพราะอาหารจำพวกแป้งขัดขาว ผลิตภัณฑ์จากแป้งขัดขาว น้ำตาล ของหวาน อาหารแปรรูป อาหารที่ปนเปื้อนสารเคมี รวมทั้งอาหารที่มีกลูเตน ก่อความเครียดให้ร่างกาย เราจึงต้องปรับการกิน เพื่อให้ระบบต่างๆ ในร่างกายทำงานราบรื่นขึ้น

    ว่าแต่เราจำกันได้ไหมว่า ร่างกายคนเราต้องการสารอาหารหลัก ได้แก่ คาร์โบไฮเดรต โปรตีน ไขมัน และสารอาหารรอง ได้แก่ แร่ธาตุ วิตามิน อีกทั้งน้ำเปล่าจำนวน 60% ของสารอาหารทั้งหมด เพื่อทำหน้าที่สำคัญมากมายในระบบการทำงานต่าง ๆ ของร่างกาย ในส่วนของสารอาหารรองนั้น ร่างกายอาจไม่ได้ต้องการในปริมาณมากแต่เราก็มีความเข้าใจผิดในการกินผักและผลไม้ ซึ่งบางอย่างก็ช่วยร่างกายคลายเครียดได้จริง (โดยเฉพาะผัก) แต่บางอย่างก็ช่วยเพิ่มความเครียดให้ร่างกาย (ผลไม้)

ความเข้าใจผิดเรื่องผักผลไม้
    หลายปีมานี้ เราเชื่อว่า อาหารคือยา เลยมักได้ยินเรื่องความนิยมการกินน้ำผักผลไม้ปั่น โดยการนำเอาผักและผลไม้ต่างๆ มาปั่นรวมกันแล้วดื่ม บางสูตรช่วยล้างพิษ บางสูตรช่วยเพิ่มพลังงาน บางสูตรช่วยเรื่องความจำ และเราก็เชื่ออย่างนั้น โดยกินกันทุกวัน หรืออีกคำร่ำลือหนึ่งคือ การกินซุปเปอร์ฟู้ด ยกตัวอย่างเช่น ผักชนิดนี้มีสรรพคุณช่วยเพิ่มการทำงานของอวัยวะนี้ ผลไม้ชนิดนั้นมีสรรพคุณช่วยเพิ่มการทำงานของอวัยวะนั้น และเราก็เคยไปปรึกษาหมอ ซึ่งหมอก็วินิจฉัยว่า อวัยวะดังกล่าวของเราทำงานไม่มีประสิทธิภาพ เราก็เลยกินผักหรือผลไม้ชนิดนั้นทุกวัน เนื่องจากเพื่อนเล่าให้ฟัง หรืออ่านข้อมูลจากอินเทอร์เน็ต แต่ความจริงหรือข้อเท็จจริงคืออะไร

ความจริงเกี่ยวกับแร่ธาตุและวิตามิน
    เนื่องจากผักและผลไม้คือ แหล่งแร่ธาตุและวิตามินที่ที่จำเป็น ร่างกายต้องการเพียง 4% แต่ก็เป็นความต้องการที่มีบทบาทสำคัญต่อการทำงานของร่างกาย กล่าวคือ แร่ธาตุและวิตามินทำหน้าที่เป็นเอนไซม์ในการแปลงสารอาหารหลัก ได้แก่ คาร์โบไฮเดรต ไขมัน โปรตีน ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อร่างกาย

    แร่ธาตุบางตัวเช่น แคลเซียม แมกนีเซียม โปแตสเซียม ฟอสฟอรัส โซเดียม ช่วยเรื่องการทำงานของกระดูกรักษาความสมดุลกรดด่างของเลือด ยิ่งไปกว่านั้น อิออนของแร่ธาตุต่าง ๆ ยังช่วยเรื่องระบบอิเล็คโทรไลต์ หรือระบบไฟฟ้าในร่างกาย ช่วยให้การสื่อสารระหว่างเซลล์

    อย่างไรก็ตาม การทำงานของแร่ธาตุในร่างกายนั้น ต้องสอดคล้องและประสานกันแบบวงโหรี ตำราเรียนของนักบำบัดโรคด้วยอาหาร เรียกว่า the game of co-factor หมายความว่าแร่ธาตุตัวใดตัวหนึ่งจะทำงานตามลำพังไม่ได้ จำเป็นต้องมีความสมดุลระหว่างกันและกัน

    ทั้งนี้ในการทำหน้าที่เอนไซม์ของแร่ธาตุและวิตามิน เราจำเป็นต้องได้แร่ธาตุและวิตามินพร้อมอาหารหลัก ซึ่งคือคาร์โบไฮเดรต ไขมัน และโปรตีน

    การได้รับแร่ธาตุและวิตามินจากการกินน้ำผักปั่น หรือการกินผัก-ผลไม้อย่างใดอย่างเดียว จะทำให้ร่างกายได้รับแร่ธาตุบางอย่างมากเกินไป ซึ่งเมื่อมากเกินไป ก็ทำให้แร่ธาตุชนิดนั้นเป็นท็อกซิน หรือเป็นพิษ กดการทำงานของแร่ธาตุตัวอื่น ๆ ที่ต้องทำงานร่วมกัน สุดท้ายร่างกายก็ทำงานไม่มีประสิทธิภาพ เนื่องจากขาดความสมดุลของสารอาหาร

    ยิ่งร้ายไปกว่านั้น ผัก ประเภทผักหัว เช่น แครอท ฟักทอง มันฝรั่ง มีคาร์โบไฮเดรตมหาศาล ผลไม้ส่วนใหญ่มีรสหวาน ประกอบด้วยซูโครสหรือฟรุกโตส ทำลายระบบการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด และบางส่วนก็ไปสะสมในตับ ในรูปไตรกลีเซอร์ไรด์

    การกินผักผลไม้ปั่น หรือการกินผักผลไม้อย่างเดียว นานเกินไป จึงทำให้เกิดภาวะเสียสมดุลสารอาหารในร่างกาย และทำให้ร่างกายเกิดภาวะดื้ออินซูลิน เสี่ยงต่อโรคเบาหวาน และไขมันพอกตับ

กินผักอย่างไร ช่วยคลายเครียด
    ปกติเราควรกินผักหลากสี วันละ 6-8 ส่วนของมื้ออาหาร ผักแต่ละประเภทจะให้แร่ธาตุและวิตามินที่แตกต่างกัน รวมถึงแอนไทออกซิแด้นต์ และถึงไฟเบอร์ ทั้งนี้เราสามารถปรุงผักด้วยการต้ม จี่ อบ นึ่ง

    แต่บางอย่างก็ควรกินสด เช่น ผักที่มีวิตามินซี ไม่ควรนำไปทำให้สุก เพราะวิตามินซี และกรดโฟลิกจะไวต่อความร้อนมาก

    ส่วนวิตามินเอ พวกแคโรทีนอยด์ ควรปรุงให้สุกก่อนกิน ดร.นายแพทย์ เจมส์ แอล. วิลสัน ผู้เชี่ยวชาญด้านธรรมชาติบำบัด แนะนำให้กินผักที่มีแร่ธาตุครบถ้วน เพื่อให้ร่างกายได้รับแร่ธาตุหลากหลายและพอเพียง นั่นคือ

  1. สาหร่ายทะเล เนื่องจากมีแร่ธาตุครบถ้วน (trace mineral)
  2. ถั่วงอก มีสารอาหารสูงมาก ทั้งนี้เราสามารถเพาะเองได้ และนำไปกินกับสลัด ซุป และเมนูผัก หรือกินร่วมกับผักอื่น ๆ กับอาหารจำพวกคาร์โบไฮเดรต โปรตีน ไขมันก็ได้ 
  3. ผักที่มีโซเดียมและโปแตสเซียม ที่จะให้มีการขับพิษออกจากเซลล์ และนำอาหารมาเก็บกักเอาไว้ในเซลล์ เพื่อให้ร่างกายใช้เป็นพลังงาน ได้แก่ พริกไทยแดง สวีทชาร์ด ซุกินี เซเลอรี่

    อย่างไรก็ตาม ควรกินผักดังกล่าว ในรูปแบบของการปรุงเป็นอาหาร

กินผลไม้อย่างไร คลายเครียด
    คนที่มีปัญหาต่อมหมวกไตล้า หรือเป็นโรคเครียด ควรกินผลไม้ให้น้อยลง ยกเว้นในผู้ที่ออกกำลังกายช่วงเวลาเช้า เนื่องจากการออกกำลังกายจะเพิ่มระดับคอร์ติซอล ทำให้ระดับโซเดียมในเลือดเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ร่างกายทนได้ดีต่อผลไม้มากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม ถ้ารู้สึกเหนื่อย หนักหัว อย่ากินผลไม้เป็นอาหารเช้า

    ผลไม้ที่กิน ควรเป็นแบบออร์แกนิก เนื่องจากคนที่มีปัญหาต่อมหมวกไตล้า หรือโรคเครียดมักจะ sensitive กับสารเคมีในอาหาร

    ประเภทของผลไม้ที่ควรกิน ได้แก่ มะละกอ มะม่วง ลูกพลัม ลูกแพร์ กีวี แอปเปิ้ล เชอร์รี่

    ส่วนผลไม้ที่ไม่ควรกิน ซึ่งจะไปทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น และต่ำลงอย่างรวดเร็ว เป็นอันตรายต่อผู้ที่มีภาวะต่อมหมวกไตล้า หรือโรคเครียด เช่น กล้วย ลูกเกด ฟิกซ์ ส้ม องุ่น

    อย่างไรก็ตาม การปรับการกินผักและผลไม้ตามคำแนะนำข้างต้นแล้วนั้น ควรทำร่วมกับการลด/งดแป้งขาว ของหวาน อาหารแปรรูป อาหารปนเปื้อนสารเคมี และท็อกซินต่าง ๆ รอบตัว

ข้อมูลอ้างอิง
หนังสือ Adrenal Fatigue, The 21st Century Stress Syndrome ของดร.นายแพทย์ เจมส์ แอล. วิลสัน ผู้เชี่ยวชาญด้านธรรมชาติบำบัด


ขอบคุณภาพจาก unsplash

Leave a Comment

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

Scroll to Top